Niracha's profileKaematu PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
KaematuHello world and Hello people June 25 Oh my spacesไม่ได้อัพสะเป๊สมาชาติเศษๆ
แต่ก็แอบแวะเข้ามาดูบ้างเป็นครั้งคราว
วันนี้อารมณ์ครึ้มอยากอัพรูป
แต่พอเข้าหน้าเพจของสะเป๊สแล้วก็ให้ความรู้สึกว่า
"อืม เอาไว้ก่อนดีกว่า" "อืดจิ๊บป๋งเลย"
สะเป๊สอันนี้เป็นที่ที่แรกในการอัพเดตชีวิตออนไลน์
อย่างว่า อะไรที่ัมันเป็น "สิ่งแรก" เรามักจะผูกพันกันมันมากที่สุด
เป๊สเอ๊ย รักนะ แต่อย่าอืด (แค่เคาะแท่บขึ้นบันทัดใหม่มันยังแอบอืดเล้ย พับผ่า)
เอาเป็นว่า ข้าพเจ้ายังอยากอัพเดตสะเป๊สให้เป็นปัจจุบันอย่างชาวบ้านเขา
แต่มันเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ฮ่าๆๆ ถ้าเป๊สไวขึ้น และเราใจเย็นลง
คงได้เอาเรื่องเก่าๆมาบันทึกลงในนี้มั่ง สักวันน่ะ สักวัน
April 14 บทความก๊อปปี้ ๒ก๊อปมาจากคอมเม้นต์ในเวปพันทิป
อ่านแล้วโด้นนนน โดน
ปล.ไม่ทราบนามผู้เขียน แต่ขอหยิบเอามาเผยแพร่หน่อยนะก๊า
ครับ นี่เป็นอีกเสียงนึงที่ผมได้อ่านมา อาจจะมีคำรุนแรงอยู่ ผมเลยนำออกไป หรือตัดทอนบางคำนะครับ ....................................................................................................... ถึงคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้ใหญ่” ทุกคน พวก เราคือลูกหลานของคุณเองแหละคับ พวกเราออกไปจากบ้านไม่ได้ จึงได้แต่พูดความรู้สึกของเราใส่ลงในคอมพิวเตอร์ ส่งผ่านไปทางอินเตอร์เน็ต ที่เดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้ออกไปข้างนอก ได้คุยกับคนอื่น ไม่อย่างนั้นเราคงได้แต่นั่งดูทีวีที่มีแต่ข่าวของพวกผู้ใหญ่ในทุกช่อง ทุกเวลา จนพาลสงสัยว่าพวกคุณทะเลาะกันเรื่องอะไรอยู่? อย่า คิดว่าเราดูแต่การ์ตูน ช่องรายการเพลง หรือรายการไร้สาระนะคับ ข่าวเราก็เคยดู เคยติดตาม เราจำได้ว่าเคยเข้าใจอยู่พักนึง ว่าผู้ใหญ่กำลังทะเลาะกันเพื่ออุดมการณ์อะไรบางอย่างอยู่ คุณบอกว่าสู้เพื่อปกป้องลูกหลานอย่างพวกเรา เราเคยเข้าใจเจตนาที่จะพลิกฟื้นประเทศของพวกคุณนะคับ จวบจนทุกวันนี้ เรามานั่งดูข่าวอีกที แล้วก็นั่งถามกับเพื่อนในเอ็มเอสเอ็นว่า พวกผู้ใหญ่เค้าตีกันเพื่อจะเอาอะไรกันแน่นะ? ทำไมมันดูไร้สาระจังที่เขาด่ากันไปด่ากันมา? คน เสื้อเหลืองด่าคนเสื้อแดงว่าเ_ย ว่าถ่อย อาชญากร (เราไม่อยากใช้คำหยาบเลย แต่พวกคุณก็พูดกันจนเราติดหูไปแล้วอ่ะ) พ่อเราซึ่งไม่เห็นจะเคยท้าตีท้าต่อยใคร เดินผ่านคนเสื้อแดงเมื่อวาน แล้วบอกออกมาว่า อยากจะเข้าไปต่อย:-)สักที แล้วถามว่าพวก_งมีความสุขมากใช่มั้ย? ใครๆ ก็ดูรุนแรงกันไปหมด แล้วเราก็มาย้อนคิดว่านี่เขาก็ทำเหมือนกับตอนที่พวกเสื้อเหลืองเขายึดสนามบินนี่นา ทำไมมันไม่เหมือนกันล่ะ? เรา ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายทำ อันไหนมันมากกว่า มันรุนแรงกว่ายังไง เพราะปิดสนามบินก็ทำเอาคนต่างชาติไม่กล้าเข้าประเทศเราอีก ตอนนี้ปิดถนนหลายสาย ต่างชาติก็พากันเตือนว่าอย่าเข้าประเทศไทยนะ ก็เหมือนกันนี่นา ไม่ว่าจะสิ่งที่ใครทำ ก็ทำให้ประเทศเราพ่ายแพ้นี่นา เรา ไม่ได้เรียนมาสูงพอจะอธิบายหลักการทางเศรษฐกิจสังคม วิธีแก้ปัญหาตามหลักรัฐศาสตร์ หรืออะไรได้หรอกนะคับ แต่อย่างน้อยเราก็คิดได้ว่าตอนนี้ประเทศเราแพ้ไปแล้ว เราแพ้ไปตั้งนานแล้วด้วยแหละ ทำไมผู้ใหญ่ถึงยังคิดกันอยู่ได้นะว่า เฮ เสื้อเหลืองชนะโว้ย เฮ้ เสื้อแดงต้องเอาคืน ต้องชนะให้ได้ มันกลายเป็นเรื่องแพ้ชนะไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วใครแพ้ใครชนะเหรอคับ? ทำไม ผู้ใหญ่ไม่ยอมรับสักทีนะว่าพวกคุณแพ้แล้ว ประเทศไทยแพ้แล้ว จะได้ตั้งต้นใหม่ แล้วชกนัดล้างตาสักที ทำไมถึงยังทู่ซี้แกว่งหมัดมั่วซั่วทั้งที่มันจบยกไปตั้งนาน คนดูกลับบ้านไปหมดแล้ว? น่วมแล้วนะคับ ประเทศไทย ผมว่าน้าๆ เสื้อแดงก็ทำเกินไปจิงๆ นะ ปิดถนนทำไมเยอะแยะเหรอคับ ถ้าอยากให้คนเห็นด้วยแล้วไปทำให้เค้าโกรธทำไมเหรอคับ? งง จิงๆ สงกรานต์คนเขาจะขึ้นรถไฟกลับบ้านไปกราบเท้ารดน้ำดำหัวพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ ก็ไปป่วนหัวลำโพงขวางทางเขาอีก วัฒนธรรมไทยดีๆ ที่คุณบอกให้พวกผมรักษา ตกลงว่าไม่ควรทำใช่มั้ยคับ ต้องให้ผมไปร่วมขบวนกับคุณเหรอคับ เพื่อนผมบางคนติดอยู่ในแฟลต ใกล้ๆ ตรงที่คุณเอารถเมล์แก๊ส NGV ไป ขวางถนนจุดไฟให้ควันโขมง ถ้าระเบิดจิงเพื่อนผมก็ตายสิคับ ก็เข้าใจนะคับว่าจะขู่รัฐบาล บีบคั้นเขา แล้วเอาเพื่อนผม เอาลูกหลานตัวเองมาเป็นตัวประกันทำไมเหรอคับ? ผมก็ไม่รู้นะที่เขาลือกันว่ามีคนหยิบยื่นเงินให้พวกคุณ คุณจึงทำแบบนี้ มันเป็นเรื่องจิงแค่ไหน? แต่ ถ้ามันจิงนี่ก็น่าสงสารลูกหลานคุณนะคับ ที่เขาต้องมาแบกรับภาระประเทศที่ล่มสลายลงไปเรื่อยๆ เพียงเพราะคุณกำลังทำเพื่อเงินไม่กี่เม็ดบาทที่เขาหยิบยื่นมาให้เพื่อ ประโยชน์ของเขาด้วย น้าๆ เสื้อเหลืองก็อย่าเพิ่งรีบพยักหน้าเออออเห็นด้วยนะคับ พวกคุณก็ใจร้ายนะ ผมเคยได้ยินคุณด่าคนเสื้อแดงเขาว่าโง่ พวกรากหญ้า ไม่มีการศึกษา ทักษิณเป็นพ่อ_งเหรอ (ผมได้ยินมาอย่างนี้จิงๆ นะคับ) ใจร้ายมากเลย คนมีการศึกษาไม่น่าจะเป็นคนที่ดูถูกและเหยียดความคิดคนได้อย่างนี้เลยนะคับ ฟังแล้วรู้สึกเศร้าอะ ว่าทำไมคนเราถึงด่าคนที่คิดไม่เหมือนตัวเองได้ขนาดนี้ เค้ารู้ไม่เท่าพวกคุณ แล้วเค้าผิดเหรอคับ ถามหน่อยว่าคนจนๆ ที่บ้านไม่มีอินเตอร์เน็ตให้เสิร์ชหาความรู้ อ่านบทความแฉทักษิณต่างๆ นานา ไม่มีปัญญาหาซื้อหนังสือที่จะให้ความรู้เขาอ่าน ก็เขากินข้าวกับน้ำปลา แต่คุณเดินชอปปิ้งอยู่พารากอน ก่อนเกิดเรื่องคุณเคยคิดจะช่วยเหลือคนเหล่านั้นมั้ยก็ไม่เคย คุณไม่หยิบยื่นอะไรให้เขาเลย แล้วยังเอาแต่ชี้หน้าด่าเขาว่าโง่ ทำไมคุณถึงเป็นคนฉลาดที่ใจร้ายได้ขนาดนี้นะ พอคิดแล้วพวกเราก็ไม่อยากจะเป็นผู้ใหญ่ที่ฉลาดเอาซะเลยนะคับ พวก คุณสอนเราว่าอย่าใช้กำลังตัดสินปัญหา อย่าดูถูกเหยียดหยามคนอื่น แล้วพวกคุณก็ทำเองหมดเลยอ่ะ แล้วจะให้เราไม่ทำตามเหรอ ถ้าพรุ่งนี้ผมมีเรื่องกับเพื่อน เพื่อนผมคิดไม่เหมือนผม แล้วผมต่อยเขา พ่อจะด่าผมมั้ย แม่จะตีผมรึเปล่า ถ้าคำตอบคือเราต้องสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แล้วสรุปว่าสันติมันมีจิงมั้ยคับ? ตอน นี้มันเหมือนการสู้กันของคนที่หลังชนฝาอะคับ ไม่รู้ผมคิดไปเองรึป่าวนะ แต่พวกคุณอาจจะคิดว่าหันหลังกลับไม่ได้แล้วใช่มั้ยคับ ถ้าถอยเมื่อไหร่คุณจะแพ้ใช่มั้ยคับ? แล้วพอใครแพ้ คนชนะก็จะเหยียบคุณให้จมดินใช่มั้ยคับ? คนชนะคิดอย่างงี้รึป่าวคับ? ต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก อย่าให้มันลอยนวล อย่างงั้นใช่มั้ยคับ? แล้วใครที่ไหนจะกล้ายอมแพ้ล่ะคับ? ผม ว่าน้าเสื้อแดงเขาก็คงกลัว ว่าถ้าเขาถอยตอนนี้ เขาก็คงโดนเต็มๆ ใครมีผู้มีอิทธิพลช่วยได้ก็รอดตัวไป น้าเสื้อเหลืองก็คงเชื่อว่าตัวเองถูกแล้ว อย่าไปยอม ตอนนี้คงไม่มีตรงกลางแล้วจิงๆ ล่ะมั้งคับ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเสนอความเห็นอะไรได้อีก แต่อยากจะบอกน้าๆ ผู้ใหญ่ทุกคนหน่อยนะคับว่า กลับ บ้านเถอะคับ ลูกหลานคุณอยู่บ้านไม่มีความสุขเลยนะคับ มันมองไม่เห็นตอนจบแล้วอะคับตอนนี้ แต่พวกเราไม่อยากรู้แล้วว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ เราแค่อยากให้มันเหมือนเดิม อยากออกไปกินข้าวนอกบ้านกับพ่อกับแม่ได้เหมือนที่เราเคยออกไปกิน อยากไปดูหนังกับเพื่อนแบบไม่ต้องกลัวรถถัง อยากนั่งดูทีวีแล้วเจอข่าวเกษตรกรรมกับข่าวการศึกษาเป็นปกติเหมือนสมัยก่อน อยากใช้ชีวิตปกติมากเลยคับ ขอร้องเถอะคับ ไม่ต้องมองการณ์ไกลแล้วคับ ไม่ต้องทำเพื่อลูกหลานแล้วคับ กลับมาดูแลพวกเราตอนนี้เถอะ คุณไม่เห็นจะทำเพื่อพวกเราเลย ไม่ต้องอ้างแล้วคับว่าทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อลูกหลาน มันเลยจุดนั้นมานานแล้วคับ อีก 20-30 ปี พวกคุณก็ไม่ได้อยู่ในประเทศนี้แล้ว แต่พวกเราต้องอยู่มากกว่าคุณอีก 30-40 ปีเลยนะคับ เรายังไม่รู้เลยว่า 20-30 ปีที่จะถึงนี้ ประเทศไทยเราจะกลับมาดีเหมือนเดิมได้รึเปล่า เราเสียความเชื่อมั่นจากคนต่างชาติเขาไปเยอะแล้วนะคับ อย่าให้มันแย่ถึงขนาดที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่มีใครคบเลยคับ แล้วอย่างนี้ในอนาคตมันจะดีสำหรับผมได้ยังไง ถ้าผมต้องเป็นคนที่โตมากับการตามล้างตามเช็ดขี้ที่พวกท่านถ่ายเรี่ยราดเอา ไว้ ผมยังมองไม่เห็นเลยคับว่าอนาคตผมจะมีความสุขได้ยังไง เพื่อนผมเป็นนักเรียนฟิสิกส์โอลิมปิกเหรียญทอง โตขึ้นมาเขาต้องลำบากกับพิษเศรษฐกิจเหรอฮะ ควรแล้วเหรอ เพื่อนผมอีกคนที่เป็นนักกีฬากอล์ฟเยาวชนระดับโลก เขาจะยังมีเป็นผู้ใหญ่ที่มีประโยชน์มั้ยฮะ ในประเทศที่ทุกคนมีแต่ความหวาดกลัว ว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเมื่อไหร่ พวกคุณกำลังทำให้อนาคตมืดลงนะคับ ทุกคนจะตกอยู่ในความหวาดกลัว กลัวว่าจะไม่เจริญ กลัวว่าจะขายของไม่ได้ กลัวว่าจะไม่มีใครมาเที่ยวร้านของตัวเอง กลัวไปต่างๆ นานา แล้วถ้าผู้ใหญ่ยังกลัว ใครจะปกป้องพวกเราคับ หรือต้องให้เราปกป้องคุณ เราจะทำได้เหรอคับ เราจะปกป้องคนที่ไม่ยอมรับความคิดของเด็กอย่างพวกคุณได้เหรอคับ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกคุณจะฟังเราแค่ไหน พวกเราคิดไม่เก่งนะคับ ยังรู้ไม่เท่าพวกคุณ คุณชอบเห็นเราเป็นเด็ก แต่เราก็รู้ตัวนะคับ ว่าเราต้องการอะไร เราต้องการความสงบคับ เราอยากให้พ่อแม่เราเลิกเครียดสักที อยากให้คุยกับเราเรื่องอื่นบ้างที่ไม่ใช่การเมือง อยากให้เลิกสบถรุนแรงสักที พ่อกำลังปลูกฝังให้ผมใช้กำลังนะคับ เวลาพ่อพูดว่าจะเอาไม้ไปตีหัวเสื้อแดง หรือเวลาแม่บอกว่าไอ้พวกเสื้อเหลืองมันเ_ย มันมีคนใหญ่คนโตคอยหนุน ถึงพ่อแม่เสื้อเหลืองคับ พ่อ คับ แม่คับ เลิกหวังว่าจะทำลายคนเสื้อแดงให้สิ้นซากเถอะคับ สงสารเค้าเถอะ พูดกับเค้าดีๆ เถอะคับว่า ขอร้อง ปล่อยประเทศไทยเป็นอิสระสักที พ่อแม่มัวแต่ขู่เค้า ด่าเค้า เค้าก็ได้แต่มองว่าพ่อแม่ก็ไม่ต่างจากพวกเค้า เค้าก็ไม่รู้ตัวหรอกคับ ว่าสิ่งที่เค้าทำอยู่มันผิดรึถูก เหมือนเวลาพ่อบอกว่าถ้าได้เกรดศูนย์พ่อจะตีซ้ำ ผมก็กลัวนะคับ ผมก็จะเอาสมุดพกไปซ่อน แล้วความผิดผมก็จะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ อีก บอกผมดีๆ ก็ได้คับ ว่าให้เริ่มต้นใหม่ สอนผมดีๆ สิคับ ว่าผมต้องเรียนยังไง อยู่กับผม สอนการบ้านให้ผม สอนวิธีคิดให้ผม ไม่ใช่รอดูผลในสมุดพกอย่างเดียว ไม่แฟร์เลยนะคับพ่อแม่ ถึงพ่อแม่เสื้อแดงคับค พ่อ คับ แม่คับ กลับบ้านเถอะ ถ้าพ่อแม่สู้เพื่อคนคนหนึ่งอยู่ ผมว่ามันแหม่งๆ แล้วนะฮะ หรือถ้าพ่อแม่คิดว่ากำลังสู้เพื่อประเทศชาติอยู่ พ่อแม่พอเถอะคับ กลับมาเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ทำความดี ช่วยเหลือสังคม เท่าที่ทำได้เหมือนเดิมดีกว่าคับ สถานการณ์อย่างนี้ไม่มีฮีโร่แล้วนะคับ มีแต่คนแพ้ที่ยอมรับความจิง กับไม่ยอมรับเท่าน้นเอง พ่อแม่ลองอดทนดูมั้ยคับ ปล่อยให้รัฐบาลเค้าแก้ปัญหาเท่าที่ทำได้เถอะ ใจเย็นๆ นะคับ ผมก็เชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่ฉลาดๆ อยู่ ที่น่าจะพอช่วยประเทศเราได้บ้าง พ่อแม่ไม่ต้องออกไปสู้แล้วนะ พ่อแม่กลับมาอยู่กับผมดีกว่า อยู่คอยบอกผมว่าอะไรดีไม่ดีไงคับ อย่าให้ผมต้องโตไปกับการรับรู้อะไรจากทีวีเลยฮะ ผมไม่ชอบเลย นะๆๆๆ พ่อคับ แม่คับ… ถามตัวเองอีกทีเถอะคับ ว่าทะเลาะกันเพื่ออะไรอยู่? ถ้าเราร้อน ... ก็ทำให้ใครเย็นไม่ได้หรอกครับ จาก “ลูกหลาน” ที่จะอยู่ในประเทศไทยต่อจากคุณทุกคน จากคุณ : Dr.Kla April 06 บทความก๊อปปี้คัดลอกมาจากข้อความคอมเมนต์ของกระทู้ในเวปผู้จัดการออนไลน์
เอาไว้อ่านเตือนสติคนไทย และตัวฉันเอง
COPY มาเพื่อให้ม๊อบเสื้อแดงได้รับรู้ทาษแท้ของทากสิน
ทากสินเข้าเขมร วันเดียว ก็สั่งฆ่าทหารไทย ดูเบื้องหลังความเฮี้ยของมัน ดูมันอำมหิตแค่ไหน นี่หรือจะกลับมีอำนาจในคำอ้างอิง ของประชาธิปไตยที่หอมหวล....(น่ากลัวกว่าไข้หวัดนก) ทักษิณ จุดชนวนสงครามไทย-เขมร ล่อทหารเลิกคุมม็อบ จับมือฮุนเซน “นั่งนายกฯ” ยกบ่อก๊าซอ่าวไทย เป็นบรรณาการ มันช่างบังเอิญเหมาะเจาะอะไรกันเช่นนี้ ทักษิณ ชินวัตร ย่างเท้าถึงกัมพูชา เพียงแค่ 1 วันเท่านั้น ทหารกัมพูชา ก็ก่อเหตุปะทะทหารไทย บรรเลงเพลงสงครามขึ้นมา อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ มาก่อน การปะทะกันครั้งนี้ ทหารไทย ต้องพลีชีพ 3 นาย และบาดเจ็บอีกหลายนาย และถูกจับตัวเป็นเชลย อีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อปกป้องดินแดนของประเทศไทย และ ปกป้องอธิปไตยเหนือแผ่นดินไทย หากเป็นสงครามเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ให้พ้นจากการรุกรานของอริราชศัตรู เชื่อว่าทหารทุกคนคงภาคภูมิใจที่ได้เสียสละเพื่อชาติ แม้จะต้องสละชีวิตก็ตาม แต่การปะทะกันครั้งนี้ ไม่ใช่เหตุปกติ ทหารกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาที่จะรุกรานแผ่นดินไทย เพื่อครอบครองเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชา ทว่า สงครามครั้งนี้ ที่ทำให้ทั้งทหารไทยต้องสูญเสีย กลับเป็นความต้องการของ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ที่พูดอยู่ทุกวันว่า รักแผ่นดินไทย รักประชาชนคนไทย และ จะกลับมาทำประโยชน์เพื่อคนไทย ทุกลมหายใจเข้าออก ใช่แล้ว สงครามไทย – กัมพูชา ครั้งนี้ เป็นความต้องการของ ทักษิณ และ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการกลับมายึดครองอำนาจเหนือประเทศไทย ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ปลุกประดมประชาชนคนเสื้อแดง ทำสงครามโค่นล้มสถาบันองคมนตรี และ สถาบันพระมหากษัตริย์ ได้สำเร็จ แผน การยืมมือกัมพูชาก่อสงครามกับกองทัพไทย เพื่อจะกลับเข้ามามีอำนาจในประเทศไทย ครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่ ทักษิณ บรรลุข้อตกลงกับฮุนเซน ในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนของทักษิณกับฮุนเซน และประโยชน์ของชาติกัมพูชา ในเรื่อง บ่อก๊าซกลางทะเลอ่าวไทย ซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ที่รัฐบาลกัมพูชา โดยฮุนเซนมีเจตนายึดครองมานานแล้ว และเป็นที่มาของข้อพิพาทดินแดนไทย-กัมพูชา ว่าด้วยแนวเขตแดนของปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อข้อตกลงแลกเปลี่ยน ระหว่างอำนาจเหนือประเทศไทย กับ ผลประโยชน์ของรัฐบาลกัมพูชา บรรลุผล พร้อมๆ กับ การกำหนดวันดีเดย์ ทำสงครามประชาชนของทักษิณ ถูกประกาศขึ้นว่าเป็นวันที่ 8 เมษายน และ ปิดการเจรจาไม่ว่าจะกับใครทั้งสิ้น ด้วยท่าทีอันแข็งกร้าวของทักษิณ และ แกนนำคนเสื้อแดง พลันที่เครื่องบินส่วนตัว ราคา 1,500 ล้านบาท ของ ทักษิณ ชินวัตร ก็สัมผัสพื้นรันเวย์สนามบินแห่งหนึ่งในกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา หน่วยรักษาความปลอดภัยของ ฮุนเซน ก็มารับตัว ทักษิณ เข้าไปหลบในบ้านพักรับรองของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาทันที แม้จะเป็น ภารกิจลับสุดยอดของทหารกัมพูชา แต่ก็ไม่วายรอดพ้นหน่วยข่าวกองทัพไทย ที่แฝงตัวอยู่ในพนมเปญ มากเป็นพิเศษ นับแต่เกิดกรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร แม้ ทักษิณ จะปฏิเสธว่าเขาไม่ได้อยู่ที่พนมเปญ เมื่อคืนวันที่ 3-4 เมษายน ที่ผ่านมา แต่กองทัพไทย มีทั้งพยานบุคคลและภาพถ่ายเป็นหลักฐาน มัดแน่นว่า ทักษิณ ร่วมประชุมกับ ฮุนเซน และ ทหารระดับสูงของกัมพูชา หลายคน ก่อนที่ สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา จะอุบัติขึ้น แผนการก่อสงครามชายแดนไทย -กัมพูชาครั้งนี้ ทักษิณ มีเป้าหมายที่จะทำให้กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นกำลังหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยสถานที่สำคัญ ภายในกรุงเทพมหานคร และ ถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ ต้องถอนกำลังออกจากการปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพฯ แล้ว ส่งกำลังไปเฝ้าตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ทักษิณมั่น ใจว่าเมื่อสงครามไทย-กัมพูชาเกิดขึ้น ทหารไทย โดยเฉพาะ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จะต้องรับศึก 2 ด้าน คือ ศึกด้านกัมพูชา กับ ฮุนเซน และ ศึกในกรุงเทพฯ กับ แกนนำคนเสื้อแดง ที่มีเขาเป็นผู้นำทัพตัวจริง ซึ่งจะทำให้ทหารไทย ไม่มีความพร้อมที่จะรับศึก 2 ด้าน ในเวลาเดียวกัน เมื่อ อนุพงศ์ เผ่าจินดา ต้องรับศึก 2 ด้าน การรักษาสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ ก็จะมีประสิทธิภาพและกำลังอ่อนด้อยลงไป เป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนคนเสื้อแดง เคลื่อนไหวก่อการใหญ่ ยึดอำนาจรัฐ ล้มรัฐบาล ล้มองคมนตรี และ ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ลงได้ในท้ายที่สุด จาก นั้น ทักษิณ ก็จะบินเข้าในประเทศไทย เดินนำทัพคนเสื้อแดงเข้ายึดกรุงเทพฯ และ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมกับประกาศสถาปนารัฐไทยใหม่ ที่มีทักษิณ เป็นผู้ปกครอง และมีแกนนำคนเสื้อแดง เป็นผู้กำหนดรูปแบบและร่างกติกาการปกครอง การสถาปนารัฐไทยใหม่ เป็นความต้องการสูงสุดของทักษิณ ที่ วีระ มุสิกงพศ์ เคยประกาศไว้บนเวทีปลุกระดมคนเสื้อแดง เมื่อ 2 เดือนก่อน " ที่เรามาที่นี่คือ มาคิดการใหญ่ไม่ใช่แค่เปิดรายการทีวีออกอากาศ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งครั้งนี้ต้องบอกว่า เราคิดการใหญ่ คือจะสร้างรัฐไทยขึ้นมาใหม่ และเป็นรัฐไทยที่จะต้องสร้างด้วยมือคนเสื้อแดง มีสิทธิเสรีภาพ ให้ประชาชนสื่อมีสิทธิเสรีภาพ และการใช้กฎหมายต้องเสมอภาค แน่นอน รัฐนี้ต้องไม่ใช่รัฐที่มี นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อันนั้นมันหลอกลวงทั้งนั้น เราจะมารวมกันจากตรงนี้ก่อนเพราะ ฉะนั้นท่าต้องดูดีสเตชั่น และจะขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ หากขยายตัวออกไปรัฐไทยก็จะฟื้น หากไม่ขยายเราก็จะได้รู้ว่า เราแพ้แล้ว หากทำไม่ได้ก็แพ้และตายไปพร้อมๆ กันจะได้หมดเรื่องหมดราว" คำประกาศ ของ วีระ มุสิกพงศ์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ระหว่างการแถลงข่าวเปิดสถานีโทรทัศน์ ดี-สเตชั่น ซึ่งวีระ บอกชัดเจนว่า ดี-สเตชั่น ไม่ใช่โทรทัศน์ทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือการสร้างรัฐไทยใหม่ วันนี้ ดี –สเตชั่น กำลังทำหน้าที่สร้างรัฐไทยใหม่ ให้กับ ทักษิณ และ วีระ พร้อมแกนนำคนเสื้อแดง อย่างเอาจริงเอาจัง โดยที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ปล่อยปละละเลยด้วยความประมาทอย่างไม่น่าให้อภัย ทำให้ เครือข่าย ดี-สเตชั่น ขยายตัวไปทั่วประเทศ อย่างรวดเร็ว กว่าที่รัฐบาล และฝ่ายความมั่นคง จะทันรู้ตัว ดี-สเตชั่น ก็ทำหน้าที่ล้างสมองคนไทย ชักชวนคนไทยให้ช่วยกันสร้างรัฐไทยใหม่ ที่ต้องสร้างด้วยมือคนเสื้อแดง ได้มากมาย จนประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่างรวดเร็ว การสร้างรัฐไทยใหม่ ด้วยมือคนเสื้อแดง ที่วีระ ประกาศในวันนั้น ไม่แตกต่างจากการสร้างสังคมใหม่ ด้วยมือของพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้ง รัฐไทยใหม่ ของวีระ และ สังคมใหม่ ของพรรคคอมมิวนิสต์ ดำเนินมาในทิศทางเดียวกันคือ ใช้สื่อปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ และ ระบบราชการ ซึ่งถูกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเรียกรวมกันว่า อำมาตยาธิปไตย และสืบทอดมาจนถึงเวทีคนเสื้อแดง ที่มุ่งหมายล้มล้างอำมาตยาธิปไตย อย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายก็คือ การก่อสงครามประชาชน ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และ ทุกสถาบันที่เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นสู่อำนาจและปกครองประเทศ ของผู้สร้างรัฐใหม่ คำประกาศของ วีระ ที่ว่าการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเรื่องหลอกลวง แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ลงมติให้ อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง ไม่ยอมรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วีระ กล่าวหาว่า มติของสภาผู้แทนราษฎร และ การโปรดเกล้าฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ สิ่งหลอกลวง แกนนำคนเสื้อแดง จึงไม่ยอมรับ และเป็นเหตุให้ต้องสร้างรัฐไทยใหม่ ขึ้นมา ทั้งๆ ที่สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ลงมติให้อภิสิทธิ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นรัฐสภา ชุดเดียวกับที่ลงมติให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และ พระมหากษัตริย์ ที่ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง อภิสิทธิ์ ก็เป็นพระองค์เดียวกับทมี่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ใน วันที่ ฝ่ายทักษิณ สมประโยชน์ ได้ดังใจตัวเอง วีระ และคนเสื้อแดง ยอมรับว่าเป็นกระบวนการที่ชอบธรรม แต่ในวันที่เสียประโยชน์ กลับบอกว่าเป็นกระบวนการที่หลอกลวง แสดงให้เห็นว่า วีระ และแกนนำคนเสื้อแดง กำลังเพื่อประโยชน์ของทักษิณ และ ฝ่ายตน มากกว่ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ ต้องพูด ก็รู้ทั่วกันว่า รัฐไทยใหม่ ที่วีระ กำลังสร้างด้วย ดี-สเตชั่น มี ทักษิณ เป็นผู้ปกครอง แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะมีระบบรัฐสภา และ สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งวีระ ชี้ว่าเป็นสิ่งหลอกลวง หรือไม่ ทักษิณ มั่นใจมากว่าแผนการยึดอำนาจรัฐครั้งนี้จะสำเร็จ และจะสามารถสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้ปกครองรัฐไทยใหม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า การยืมมือกัมพูชา ช่วยทำสงครามกับกองทัพไทย เพื่อดึงทหารส่วนหนึ่งออกจากการควบคุมสถานการณ์ม็อบเสื้อแดง ไปอยู่ที่ชายแดน ครั้งนี้ มีข้อเสนอที่กัมพูชา ไม่อาจปฏิเสธได้ ทักษิณ ยื่นข้อเสนอต่อฮุนเซน ว่าหากเขากลับมามีอำนาจเหนือประเทศไทย อีกครั้ง รัฐไทยใหม่ที่มีเขาเป็นผู้ปกครอง จะยกสิทธิเหนือบ่อก๊าซในอ่าวไทย ให้เป็นของกัมพูชา ด้วยการกำหนดเขตดินแดนใหม่ ให้เขตพิพาททับซ้อน ตกเป็นของกัมพูชา เนื่องจากจำนนหลักฐานพิกัดแผนที่ที่ นพดล ปัทมะ ไปทำไว้กับกัมพูชา นั่นเอง แหล่งก๊าซกลางอ่าวไทย เป็นสุดยอดปรารถนาของฮุนเซน ในฐานะผู้ปกครองรัฐกัมพูชา เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะทำให้กัมพูชามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งพลังงานที่จะดึงดูดให้นักลงทุนทั่วโลก เข้ามาลงทุนในกัมพูชา การ ก่อสงครามเพื่อชิงอำนาจและผลประโยชน์เหนือดินแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ แม้ว่าฮุนเซน กับ ทักษิณ จะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่มีความแตกต่างกันตรงที่... ฮุนเซน ทำเพื่อประโยชน์ของกัมพูชา เป็นสำคัญ แต่ ทักษิณ ทำเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก วิญญาณ ทหารไทย 2 นาย ที่เสียชีวิตจากการปะทะทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา ต้องร่ำไห้เป็นแน่ เมื่อรู้ว่าต้องสละชีพให้กับสงครามที่คนไทย ซึ่งเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ชักใยอยู่เบื้องหลัง และ ประเทศไทย อาจจะต้องสูญเสียดินแดน ให้กับกัมพูชา เพื่อบำบัดความใคร่ใฝ่หาอำนาจ และ ความแค้นอาฆาตผูกพยาบาทในใจของ ทักษิณ เพียงคนเดียว ทหารกัมพูชา 2 นาย ที่เสียชีวิต ในเหตุการณ์เดียวกัน คงจะภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสละชีพของพวกเขา จะได้มาซึ่งประโยชน์มหาศาลของกัมพูชา หากว่าแผนการของทักษิณ-ฮุนเซน ประสบความสำเร็จ เพราะประชาชนชาวกัมพูชา จะได้ครอบครองทั้งแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และ ปราสาทเขาพระวิหารพร้อมอาณาบริเวณโดยรอบ ที่อยู่บนแผ่นดินไทยอย่างสมบูรณ์เสียที ไม่น่าเชื่อว่า แผนการทำลายประเทศ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และขายชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการกลับมามีอำนาจเหนือประเทศไทย นี้ จะอุบัติขึ้นมาจากมันสมองของทักษิณ ชินวัตร คนที่ประชาชนคนไทยเคยให้โอกาสเป็นนายก รัฐมนตรี และ เป็นคนที่ประชาชนคนไทย หลงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่าจะเป็นผู้กลับมากอบกู้ประเทศไทย มีทาง เดียวที่พวกเราคนไทยจะช่วยป้องกันประเทศไทย ไม่ต้องสูญเสียดินแดน และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ถูกทำลายล้มล้าง ก็คือ ต้องร่วมมือร่วมใจกันหยุดยั้งแผนการอันชั่วร้ายที่จะสถาปนารัฐไทยใหม่ ของทักษิณ ชินวัตร ผู้กำลังขายทรัพย์สินของชาติ เฉือนดินแดน ให้แก่กัมพูชา เพียงเพื่อแลกมาซึ่งอำนาจที่จะครอบครองประเทศไทย โดยสมบูรณ์ ของตนเอง แต่เพียงผู้เดียว วันนี้ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมอันเลวร้ายของทักษิณ แล้วว่า มีจุดมุ่งหมายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างชัดเจน ในอดีต พล.อ.พิจิตร เคยเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับ วีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ ศาลพิพากษาจำคุก วีระ ทั้งๆ ที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้ วีระ ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี และ พบกับความตกต่ำทางการเมืองเรื่อยมา จากเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาล ในวันนั้น ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าม็อบ ในวันนี้ คนเจ้าคิดเจ้าแค้นและมุ่งแสวงหา อำนาจทางการเมืองมาแต่ยังเป็นนักศึกษา อย่างวีระ จึงมีความเคียดแค้น อาฆาต ต่อกองทัพ สถาบันองคมนตรี และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซ่อนอยู่ในใจตลอดมา นับแต่วันนั้นจวบจนถึงวันนี้ การสถาปนารัฐไทยใหม่ ที่มี ทักษิณ เป็นผู้ปกครอง มีแกนนำคนเสื้อแดงเป็นผู้ร่างกฎกติกาของรัฐ ที่ออกจากปากของนายวีระ จึงไม่ใช่เรื่องที่เพ้อฝัน หากแต่เป็นความ ต้องการสูงสุด ของแกนนำคนเสื้อแดง ที่จะสถาปนาทักษิณ ขึ้นมาเป็นผู้อำนาจสูงสุดในรัฐไทยใหม่ โดยไม่ได้กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะต้องแลกมากับการเสียดินแดน และชีวิตของพี่น้องประชาชน ก็พร้อมจะแลกมาด้วยความยินดียิ่ง โชคร้ายอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ที่ได้มาเจอกับปีศาจในคราบนักบุญ อย่างทักษิณ และ บริวาร แต่ แผ่นดินไทย เป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เป็นแผ่นดินที่พระมหากษัตริย์ และ บรรพบุรุษ แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิต เป็นแผ่นดินที่คนไทยใจคด คิดไม่ซื่อต่อแผ่นดิน และองค์พระมหากษัตริย์ ต้องดับสิ้นด้วยความทุกข์ทรมาน มามากมาย นักต่อนักแล้ว ทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำคนเสื้อแดง ที่คิดไม่ซื่อต่อแผ่นดินไทย ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่จะถูกประชาชนสาปแช่งจากทุกสารทิศ ให้ประสบกับชะตากรรมอันเลวร้าย สาสมกับความคิดและการกระทำอันชั่วร้าย ที่กำลังดำเนินการอยู่ ถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยทั้งประเทศ จะต้องตื่นตัว ต้องตาสว่าง รับรู้ความชั่วร้ายของคนกลุ่มนี้ และช่วยกันขับไล่คนทำลายชาติ ทำร้ายพระมหากษัตริย์ ไปให้พ้นจากประเทศไทย จนหมดสิ้น เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เพื่อรักษาแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักของพวกเราทุกคน COPY ฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เจ้าของบทความเขียนมานั้น เป็นความจริงหรือไม่
ไม่ว่าจะเรื่องซื้อเครื่องบิน ซุกอยู่เขมร ฟอกเงินที่คีย์แมน และ ๙ล๙
แต่ที่แน่ๆ ฉันมั่นใจมากว่า สิ่งที่อดีตนายกกำลังทำอยู่นั้น
มันไม่ใช่เรื่องดีชัวร์ป๊าบ หลายๆอย่างของฝ่ายสีแดงทำมันก็ประจักษ์แล้ว
ว่าพวกเขาต้องการอะไร เพื่อประชาธิปไตย หรือ เพื่อตัวเอง!!!
หากมีรัฐไทยใหม่เกิดขึ้นจริง อนาคตข้างหน้าของคนไทยจะเป็นอย่างไร
ปล.๑ เขมรแดง จีนแดง เยอรมันแดง ม็อบแดง แสลงใจ
ปล.๒ แต่หงส์แดง รักนะ จุ๊บๆ
ปล. November 16 เสียดายแดดเกือบอาทิตย์กว่าแล้ว ที่ฝนตกพรำๆ ท้องฟ้ามืดครื้มตลอดทั้งวัน
บรรยากาศในซีแอตเทิลสุดสลัว ดูง่วง หง่าว เหลาเหย่ที่สุด
การจะทำอะไรสักอย่าง ต้องเช็คสภาพอากาศก่อนล่วงหน้า
หากเห็นมีพระอาทิตย์ส่องในตารางเมื่อไหร่ เป็นอันต้องออกไป
ตีปีกพั่บๆรับแสงตะวันกันนอกบ้าน พร้อมกับขันเสียงดังๆด้วยอารามดีใจ
วันนี้ วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน อากาศดีสุดยอด ฉันตื่นแต่เช้า
เพราะว่ามีนัดไปคุยกับว่าที่โฮสของนกยูงที่ Ballard
สภาพบรรยากาศที่นั่นจะเป็นบ้านบนเนินสูง มองเห็นวิวชายหาด
และทะเลสาบ สวนและสนามเด็กเล่นน่ารักๆ
ฟ้าสีแจ่ม ต้นไม้สีสวย เมื่อมาเดินอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างที่บอกไป
มันช่าง "โอ้ยยยยย สวยยยยย อยากถ่ายรุปที่ซู้ดดดด เสี้ยนชัตเตอร์อะไรอย่างนี้ช้านนน"
กล้องก็ไม่ได้เอามา นกยูงก็ด้วยเหมือนกัน เราสองพากันดื่มด่ำกำซาบ
บรรยากาศสอง สาม สี่ข้างทางด้วยสายตาที่มองเท่าไหร่ ก็ไม่รู้จักเบื่อ
คุยธุระเสร็จ กะไว้ว่าจะไปออกกำลังกายกับนกยูงที่ YMCA แต่อากาศดีๆอย่างนี้
ไม่ค่อยอยากอยู่ข้างในตึกเลยแฮะ ไป Alki Beach กันดีกว่า
ตกลงกับนกยูงและนัดหนุ่ยเสร็จสรรพ ก็รีบจับรถเมล์กลับไปเอากล้องที่บ้าน
แล้วก็ไปต่อรถที่ดาวน์ทาวน์กันทันที
ถึงดาวน์ทาวน์ก็แวะไปเจอเพื่อนๆที่กำลังเอนจอยกับการช็อปปิ้งอย่างเมามัน
คุณทราย (หัวหน้าแก๊งค์ช็อป) คุณตูน คุณนัท และเพื่อนใหม่ น้องปุ้ม
ไอ้คุณหนุ่ยนักช็อป ดูท่าทีว่า มันก็อยากซื้อของเต็มที่ ส่วนนกยูง (เอาไงก็ได้
แล้วแต่มะแต) เอ๊า เอาไงดีฟระ ติดร่างแหมาแถวนี้แล้วนิ (ตอนนั้นอยากร้องไห้ที่สุด)
สี่โมงครึ่งแล้ว ตะวันเริ่มคล้อย จะให้เพื่อนๆรีบซื้อของเร็วๆก็ใช่เรื่องอยู่
ทำได้แค่เดินตามต้อยๆ กล้องเทวดาอันหนักอึ้งนอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋า
ไหล่ตูข้าเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ตามพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับฟ้า
จิตใจห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก ....
ก็ตั้งใจไว้ว่าอยากถ่ายรูป กินไอติมริมทะเล ดูพระอาทิตย์ตกน้ำ
ใช้ชิวิตกับแสงแดดในวันที่ไม่มีฝนให้คุ้มค่านินา อดเลยวันนี้
วันนี้จบอย่างเศร้าๆเนอะ
ปล.หลังแดดหมด อิชั้นได้ใช้เงินประชดชีวิตระหว่างรอการช็อปปิ้งของเพื่อนๆ
ด้วยการช็อปมั่ง เอากะมันสิ หมดไปเกือบห้าสิบ ฮ่วย!!!
November 14 ลอย เรามาลอยกระทง บุญจะส่งให่เราสุขใจเมื่อคืนไปลอยกระทงกับเพื่อนๆแบบกะทันหันมาขะรับ
มีความรู้สึกอิ่มเอมกับบรรยากาศ และความฉุกละหุก
ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างหาที่เปรียบมิได้
หลังเลิกงาน โฮสถามว่ามีแผนจะไปไหนรึเปล่า
ตอนแรกก็กะว่าอาจจะออกไปว่ายน้ำที่ YMCA
แต่ดูอากาศข้างนอกแล้วก็ โอ้ย ไม่ไหวอย่างแรง
ห้าโมงเย็นหน้านี้ ทั้งหนาวและมืด นอนเล่นเนตอยู่บ้านดีก่าน่อ
ขณะออนเอ็มและเช็คไฮไฟว์ เห็นข้อความชวนลอยกระทงกันครึกครื้นดีจัง
"อยากลอยมั่ง" จำได้ว่าเคยคุยกับเพื่อนฝูงที่นี่ว่า อยากไปลอยกระทงที่ Lake washington
ด้วยกัน การกระทำไวเท่าความคิด ส่งข้อความไปชวนเพื่อนๆลอยกระทงที่กรีนเลคกันดีกว่า
ซึ่งสุดท้ายสามารถรวบรวมมาได้สามอนงค์ รวมข้าพเจ้าเป็นสี่
หลายคนเอะใจว่า เฮ้ย ชวนชาวบ้านไปลอยกระทงเนี่ย แกมีกระทงไปลอยแล้วเร้อะ
อ่านะ เรื่องงี้มันอะแด๊ปได้ฮะเพื่อนๆ ขนเทียนลอยน้ำสวยๆมาจากไทยเพียบเลย
แจกไปหลายละ ไม่หมดซะกะทีนึง เอามาใช้เป็นกระทงลอยน้ำที่กรีนเลคนี่แหล่ะ
เหมาะเหม็ง...
คืนนั้น ฝนตกพรำๆ เด็กหัวดำไม่กางร่ม ยืน ยืน ก้ม ก้ม อยู่ข้างทะเล(สาบ)
จุดเทียนไป บ่นกันไป เพราะเทียนมันเปียกฝน เลยติดไฟยาก
เมื่อมีฝนตก ย่อมมีแอ่งน้ำขังตามธรรมชาติ สาวๆที่แต่งตัวสวยไปคืนนั้นเผลอเหยียบเข้าไป
ทำให้น้ำซึมเข้ารองเท้าบู้ตคู่งามของเจ้าหล่อน ไม่ว่าจะสายฝนที่ทำให้ทรงผมที่เซ็ตไว้อย่างดี
ของใครบางคนเปียกลู่ เสื้อโค้ทใหม่เอี่ยมชื้นแฉะ และ...อะไรหลายๆอย่างที่เหมือนจะเป็นอุปสรรค
ของใครในคืนนั้น
เมื่อพอทุกอย่างพร้อม เราทุกคนได้ตัดเล็บ ขลิบผมใส่กระทง
ถือเคล็ดลอยสิ่งที่ไม่เป็นมงคลออกจากชีวิตพร้อมทั้งตั้งจิตอธิษฐานขอพร
จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น
ท่ามกลางความมืดและสายฝนโปรยปราย มีแสงสว่างวิบวับ วิบวับ
อยู่เหนือผิวน้ำทะเลสาบสีเขียวแห่งซีแอตเทิล
ไม่รู้ว่าเพื่อนๆที่มาลอยกระทงด้วยคิดกันอย่างไร
แต่ตัวเราเองรับรู้อารมณ์ใน ณ ขณะนั้นได้ว่า "มีความสุขจัง"
"ลอย ลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ"
September 30 Sherk the Musicalปิดฉากภาคฤดูร้อนกันไปแล้วสำหรับกิจกรรมภายใต้แสงแดดอุ่นๆในซีแอตเทิล
หลังจากที่ตะลอนตากแดด ตากลมทำตัวให้ดำอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง
ก็ถึงคราวบ่มผิวเกรียนๆของข้าพเจ้า และเตรียมลอกคราบหนังกำพร้าจากภัยแดดเสียที
สองสัปดาห์ที่ผ่านมาซีแอตเทิลฝนตกชุกเกือบทุกวัน
จากที่เคยลิสต์รายการเที่ยว outdoor สุดสัปดาห์แบบที่เคยเป็นมา
ตอนนี้ต้องเช็คสภาพอากาศก่อนแหล่ะ ว่าวันไหนแดดแจ่ม
วันไหนฝนตก กิจกรรมที่เคยเซ็ตไว้อาจต้องล่ม เนื่องจากฟ้าฝนไม่เป็นใจ
เอามือไล่ไปตามหนังสือพิมพ์ในหน้ากิจกรรมสุดสัปดาห์ ส่วนของ Movie and Theater
มือและตาก็ไปสะดุดกับละคอนเวที Broadway เรื่อง Sherk The Musical เข้าให้ ว้าวๆๆๆ
เห็นมาโปรโมทที่ดาวน์ทาวน์เมื่อนานมาแล้ว คิดอยากจะดูอยู่เหมือนกัน แต่ก็แค่คิด
เพราะว่าช่วงเวลานั้นมีอะไรให้เที่ยว ให้ทำเยอะแยะเหลือเกิน จนทำให้ละเลยเรื่องนี้ไป
"โอ้ นี่เราพลาดมันจนถึงอาทิตย์สุดท้ายแล้วนี่หว่า ไอ้แต" คือปกติเนี่ย ละคอนบอร์ดเวย์คณะใหญ่ๆเค้าจะเล่นกัน
ครั้งนึงประมาณหนึ่งเดือนถึงสองเดือน คล้ายๆละคอนเวทีของคุณบอย ถกลเกียรติ แห่งรัชดาลัยนี่แหล่ะ
"เอาวะ ตัดสินใจแน่แน่ว คิดว่าต้องดูให้ได้ บรอดเวย์เรื่องแรกในอเมริกาของช้านนนน"
เมื่อความคิดเด็ดขาด ก็ลงมือจองตั๋วออนไลน์ทันที
"ตั๋วราคาต่ำสุด $32 หมดเกลี้ยง ทั้งรอบเสาร์และอาทิตยฺ์ โอ้แม่เจ้า"
"ตั๋วราคาถัดไป $53 ยังพอมีอยู่ แต่ดูได้ที่รอบวันอาทิตย์ หนึ่งทุ่มตรง รอบอื่นเกลี้ยงเช่นกัน"
แง้ๆๆๆๆๆๆ แทบขาดใจ อีตอนที่รู้ว่า ดูรอบวันจันทร์ถึงพฤหัสตั๋วราคาถูกกว่าปกติตั้งห้าเหรียญแหน่ะ
ฮือๆ พลาดอย่างแรง แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ ฟูมฟายไปก็เท่านั้น
สุดท้ายก็เดินดุ่ยไปจองตั๋วที่ราคาห้าสิบสามเหรียญยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่หน้าโรงละคอนด้วยตัวเอง.........เฮ้ ฮัดช่าาาา
ละคอนเวทีเรื่องนี้ผู้คนแห่แหนไปดูกันแน่นขนัดโรงเลยทีเดียว อาจจะด้วยว่ารอบที่เราจอง
เป็นรอบสุดท้าย แต่คิดว่ารอบอื่นๆคนคงเต็มโรงเหมือนกัน เพราะมันดีมากๆ สนุกมากๆ เพลงเพราะมากๆ
ฉากสวยมากๆ มุขฮามากๆ ทุกอย่างดีมากๆ แต่...ไม่ยักกะมีเพื่อนเรามาดูด้วยซักกะคนนึงแฮะ
ง่าๆๆๆ นั่งดูคนเดียว ขำคนเดียว ยืนปรบมือเต้นกับนักแสดงตอนฟิเนเล่คนเดียว ไม่อายแล้วตอนนั้น
ชาตินี้คงเจอกันครั้งเดียว ฮ่าๆๆๆ คิดว่า ถ้าอยู่ไทยคงได้ไปดูกะพี่ติ๊กเจ้าเดิม
ตอนนี้ Sherk The Musical ย้ายไปเล่นที่แมนฮัตตัน นิวยอร์กในเดือนตุลาคมแล้วจ้า
เห็นว่าละคอนดี โปรดักชั่นเจ๋งๆ เลยอยากโฆษณาให้ เอาเป็นว่า ใครอยู่แถวนั้นขอเชิญไปดูกันนะคะ
ของเค้าดีจริงๆ
ปล.ด้านล่างนี่คือ บรรยากาศโรงละคอน ตกแต่งแนวออเรียนทอล จีนจ๋ามากันเลย
เห็นแล้วภูมิใจเป็นบ้า คิดดู ฝรั่งยังเอาแรงบันดาลใจจากโรงงิ้ว
มาดัดแปลงเป็นโรงละคอนบรอดเวย์ แต่อาจจะชื่นใจมากยิ่งขึ้น
ถ้าเห็นโรงละคอนบรอดเวย์ตกแต่งสไตล์โรงยี่เกบ้านเรา
เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊งงงงงงง เต่ง ตุ๊ เหล่ง ตุ่ เล้ง เตรง เตรงงงง
July 27 เพื่อใคร โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
June 14 คำปราศรัยของคุณตั้ว ศรัณยูการเมืองอีกแล้วค่ะพี่น้อง อ่านเรื่องแบบนี้ทีไร ใจหายทุกครั้ง
รักบ้านเมือง รักในหลวง ไม่อยากให้มีเหตุการณ์วุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นเลย
ได้อ่านบทร่ายของ "เพ็ญ" มาประมาณสามอาทิตย์ที่แล้ว ยอมรับเหมือนทุกๆคนค่ะว่า
มันคิดได้ยังไงอ่ะที่จะขจัด "ระบบอุปถัมภ์กับประชาธิปไตย"
วันนี้ว่างๆจากการพักครึ่งเกมระหว่างเนเธอร์แลนด์ กับฝรั่งเศส ก็มานั่งอ่านข่าวจับกระแสไปเรื่อยๆ
พอดีมาอ่านเจอบทเสวนาของคุณตั้ว ศรัณยู วงค์กระจ่าง ซึ่งพออ่านแล้วก็อยากให้คนอื่นๆได้อ่านกันบ้าง
บทสนทนายาวหน่อยนะคะ ยังไง ก็ช่วยอ่านหน่อยเถอะ
ปล.หนึ่ง เนเธอร์แลนด์นำไปแล้วสองเม็ด อองรีทำไรอยู่เนี่ย ฮึ
ปล.สอง รุด ฟานนิสตรอย หน้าเปี๊ยนไป๋ ตะก่อนหล่อกว่านี้อ่าตะเอง
........................................
ตั๊ว ศรัณยู” ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ทนไม่ไหวรัฐโกงกินทุจริต แก้รัฐธรรมนูญฟอกตัว จวก “ทักษิณ” ตอแหล
ซัด “สมัคร” ทำเฉยปล่อยให้ “จักรภพ” จาบจ้วงเบื้องสูง บอกถึงจงรักภักดีก็ไม่สามารถทำอะไร เพราะเป็นแค่หุ่นเชิด
ลั่นใครคิดจะล้มกษัตริย์ไปตายซะเหอะ
“ตั๊ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง” เป็นหนึ่งในบุคคลที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯเมื่อสองปีก่อนเพื่อร่วมกันขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนเป็นเหตุให้อดีตนายกฯต้องไประเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศเกือบสองปี แต่พอวันที่พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้กลับเข้ามาประเทศอีกครั้ง บอกว่า จะมาต่อสู้กับคดีที่ถูกกล่าวหา แต่หลังจากที่รัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” เข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน แทนที่จะรีบแก้ไขปัญหาบ้านเมือง กลับมีการประกาศแก้รัฐธรรมนูญ ล้มล้าง คตส. และกฎหมายอีกหลายมาตรา ทำให้ถูกจับตามองว่า เป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นผิด ประกอบกับเรื่องที่ “จักรภพ เพ็ญแข” ไปพูดที่อเมริกาจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าจาบจ้วงเบื้องสูงนั้น เป็นเหตุให้ตั้ว ศรัณยูต้องกระโดดขึ้นเวทีพันธมิตรฯอีกครั้ง พร้อมกับแสดงทัศนคติอย่างถึงลูกถึงคน “สาเหตุที่ผมต้องออกมาวันนี้ ก็เพราะเหตุผลเดิมเหมือนเมื่อสองปีก่อน มันเกิดความไม่ถูกต้องในบ้านเมือง ข้าราชการผู้บริหารภาครัฐเป็นผู้กระทำซะเอง มีการย่ำยีประชาชนไม่เห็นกับประชาชน มีการโกงกินทุจริต ซึ่งมันไม่มีเวทีไหนที่เราจะสามารถส่งเสียงความไม่พอใจดังๆ ไปยังภาครัฐได้ เมื่อพันธมิตรฯรวมตัวกันแบบนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะมาที่นี่ เพื่อเอาเสียงของเรามารวมกับเสียงของคนอื่นที่คิดเห็นเหมือนกัน เพื่อเสียงของเราจะได้ดังขึ้น มันคือเรื่องเดียวครับ ถ้าไม่มีตรงนี้แล้วมันไม่มีเวทีไหนเลยที่จะไปแสดงพลังแสดงความรู้สึกตรงนี้ให้ดังไปถึงพวกเหล่านั้นได้ เพราะพวกนั้นก็มีแต่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมใช้แง่มุมทางกฎหมายตอหลบตอแหลกันไป”
“เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องมา ผมมาโดยไม่รู้หรอกว่า ใช่ชนะมันคืออะไร เมื่อไหร่จะถึงวันที่มีชัยชนะ ไม่รู้ด้วยว่าบทสุดท้ายจะเป็นยังไง แต่ผมรู้แค่ว่า วันนี้ความรู้สึกของผมที่มีต่อผู้บริหารบ้านเมืองเป็นแบบนี้ คนที่นี่ก็รู้สึกแบบนี้ รู้เท่าทันแบบนี้ ผมจึงต้องมาเติมเต็มให้ความรู้สึกเหล่านี้มันโตขึ้นมันใหญ่ขึ้น” “มันอยู่กันไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะทำยังไง บ้านเมืองมันเละเทะไปหมดแล้ว ไม่รู้จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับคนที่ถูกขับไล่ไป เรื่องการละเมิดเบื้องสูงมันสุดที่จะพูดแล้วแหละ คราวนี้มันแจ่มชัดกว่าคราวที่แล้วเยอะ คราวที่แล้วเราไล่ทักษิณ ซึ่งทักษิณมีกลโกงที่แยบยลที่ต้องใช้เวลาการอธิบายการพูดคุยกันนานกว่าหลายๆ คนจะเข้าใจ เพราะว่าวิธีการโกงกินมันซับซ้อนมากมาย” “แต่คราวนี้มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย มันเห็นอย่างโจ้งๆ ว่าทักษิณยังอยู่เบื้องหลังยังไง เห็นอยู่ชัดๆ ว่ารัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นยังไง เห็นอยู่ชัดๆ ว่า พวกเขาทำเพื่ออะไร เห็นแล้วมันทนไม่ได้ มันยอมไม่ได้ก็เลยต้องออกมา” “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมันสำคัญหมด มันเป็นการจุดชนวนให้เราออกมาเรียกร้องหมายความว่า ก่อนที่จะหมายถึงตรงนี้สื่อมวลชนนักการเมืองหลายๆ คนก็ชี้ทางที่รัฐบาลควรจะทำ ชี้ทางที่รัฐบาลควรจะถอยมาซักก้าวหนึ่ง ชี้ทางที่รัฐบาลควรจะประนีประนอมหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ฉะนั้น เราจะไปก้มหน้าก้มตาดักดานให้นำพาประเทศชาติเราไปแบบนี้ไม่ได้ มันก็ต้องมาครับ ถามว่าเรื่องไหนสำคัญมากที่สุดมันสำคัญหมด แล้วแต่ว่าพี่น้องที่มาจะให้สำคัญกับเรื่องไหน แต่ทุกเรื่องเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมทนไม่ได้ อยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอกครับ” “การที่เขาจะแก้รัฐธรรมนูญ ถามว่า ผมรับไม่ได้ตรงไหน มันรับไม่ได้ทั้งหมดเหมือนกับทุกคนนั่นแหละ คราวนี้ความเข้าใจมันถูกเผยแพร่ไม่ใช่เพราะนักวิชาการที่ขึ้นไฮปาร์คตรงนี้เท่านั้น นักวิชาการที่อื่นคอลัมน์อื่นก็พูดเหมือนกันหมด อย่างเรื่องคุณจักรภพก็พูดเหมือนกันหมด มันไม่ยากเลยที่จะเข้าใจ ทุกคนที่มาที่นี่ก็รู้เหมือนกันหมด ซึ่งพอเรารู้แล้วเราก็ต้องมา”
“ความรู้สึกของผมในวันนี้ไม่เหมือนความรู้สึกที่มาเมื่อสองปีก่อน ครั้งนั้นผมมีความรู้สึกร่วมประมาณหนึ่ง ก็มาร่วมฟังข้อมูลที่มีอยู่ แต่คราวนี้ไม่ต้องเพราะมันชัดเจนมากเลย ชัดเจนทุกมุมเลย เด็กแค่ไหนก็เข้าใจได้ แล้วใครจะไปทนได้ไง เราจะก้มหน้าก้มตาดูได้ไง อ้างความสมานฉันฑ์แล้วอยู่เฉยๆ มันไม่ใช่ และการที่เรามาเราก็มาอย่างสงบด้วย ไม่ใช่ทนไม่ได้แล้วก็ไปอาละวาดตีใคร ตรงนี้มันคือช่องทางเดียวที่ทำได้ เป็นช่องทางที่สันติมันผิดตรงไหน ถ้าไม่มาตรงนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว” “ภาพมันชัดเจนขึ้น ไม่ใช่ว่าเวทีนี้จุดเชื้อปะทุขึ้นมา ซึ่งที่มันเกิดขึ้นคือสิ่งที่รัฐบาลทำทั้งนั้นเลย และเผยออกมาทีละนิดๆ และเขาก็เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองในทุกๆ เรื่อง มันไม่ได้ยากอะไร คือ ทุกคนเห็นหมดว่าจักรภพพูดอะไรทำอะไร พูดถึงรัฐธรรมนูญทุกคนก็รู้หมดจนจะท่องได้อยู่แล้วอยู่แล้วว่า เขาจะแก้กฎหมายมาตราอะไร เพื่อที่จะปลดคตส. ทุกคนรู้เท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือนักวิชาการก็พูดเรื่องนี้กันไปหมดว่า แก้รัฐธรรมนูญเพื่อล้มคตส. พอล้ม คตส.แล้วคดีต่างๆ ที่กำลังจะขึ้นศาลจะยุติ ทุกคนรู้กันหมดท่องกันได้หมด” “ถามว่า ในเมื่อรู้เท่าทันอย่างนี้หมดแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ จะให้ก้มหน้าเฉยๆ กินข้าวแพง เติมน้ำมันแพงๆ แล้วก็อยู่ไปวันๆ มันไม่ได้อะไร มันเป็นทางเดียวที่เราจะต้องมาที่นี่” “ผมเองมีโอกาสได้อ่านที่คุณจักรภาพพูดในครั้งแรกๆ อ่านแค่ผ่านๆ ไม่อยากจะอ่านมันทนไม่ได้เพราะมันหยาบและเลวร้ายมาก ผมอ่านทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่เขาแปลมา อ่านแล้วก็เข้าใจ อ่านแล้วแปลได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ และผมก็ฟังๆ กระแสบ้านเมืองว่าคิดยังอะไรอยู่” “ส่วนล่าสุดที่คุณจักรภพแปลอออกมาฉบับของเขา ผมก็เปิดดูหยาบๆ ก็เห็นว่ามันคนละเรื่องกันเลย และมีการไปบิดเบือนบางคำที่มันแรงๆ ก็ไปให้มันแบบ น่าจะ อาจจะ ให้มันดูเบาๆ ลง แค่นี้มันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ” “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเรา ผมคิดว่ามันสมเหตุสมผลที่ผมจะลุกขึ้นมาแสดงความไม่พอใจต่อภาครัฐ แต่ถ้าแยกเป็นเรื่องๆ มันจะมีความสำคัญต่างกัน ประเด็นสำคัญของคุณจักรภพคือมีการจาบจ้วงและละเมิดเบื้องสูง มันส่อให้เราเข้าใจถึงคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด แล้วมันจะไปทนได้ยังไง” “แว้บแรกที่ผมอ่านสิ่งที่คุณจักรภพพูด ความรู้สึกมันหยาบคายพูดไม่ได้ ผมรู้สึกอย่างนี้เลย ผมต้องด่ามันเลย ไม่สามารถจะรู้สึกอะไรที่ดีกว่านี้ได้ อย่าให้ผมพูดเลยเราไม่ควรจะพูดคำหยาบกัน ผมรับไม่ได้ ถ้าจะให้พูดมันจะคือคำที่หยาบคายมาก” “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณจักรภพรัฐบาลนิ่งเฉย สื่อมวลชนก็บอกว่ามันมีทางลงตั้งเยอะตั้งแยะ ปลดออกหรืออะไรก็ได้ให้มันเบาลง แต่ไม่ทำไง ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้เราถึงมารวมตัวกันที่นี่(การที่รัฐนิ่งเฉยสะท้อนถึงความไม่จงรักภักดีหรือเปล่า) คือ มันอาจจะไม่ทั้งหมด แต่มันสะท้อนถึงมุมอื่นเช่น นายกคนนี้ไม่มีอำนาจจะทำอะไรได้ อย่างเช่น นายกสมัครผมเชื่อมั่นในความจงรักภักดี แต่ว่าท่าทีของเขาที่เกิดขึ้นก็ชี้ชัดได้ว่า ไม่ว่าเขาจะจงรักภักดียังไง เขาก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ มันก็สะท้อนว่าเขาไม่มีอำนาจใดๆ เขาเป็นแค่หุ่นเชิด” “ผมไม่รู้ว่าเรื่องมันจะจบยังไง ผมก็เป็นแค่ประชาชนคนหนึ่งที่มีความอยากได้ใคร่มี อยากให้เรื่องบางเรื่องเกิดกับคนแบบนั้นมันก็มีคงมี มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่โกรธแค้นมันก็คงอาจจะมี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่า อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งผมก็เชื่อว่าทุกคนก็ยังมีความรู้สึกชิงชังแบบนี้อยู่ แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปมันก็เป็นเรื่องของอนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อไป แต่ถ้าจะให้ไปถึงเป้าหมายชัยชนะมันก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนี้” “ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราศรัทธาและเชื่อมั่นต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จะนำพาเราไปสู่จุดจบที่ดีงามผมเชื่ออย่างนั้น และก็ผมก็เชื่อว่าคนเหล่านี้ที่ล่วงเกินชาติกษัตริย์ก็คงไม่ตายดีต้องมีอันเป็นไป ผมเชื่ออย่างนั้น” ไม่หวั่นหากเหตุการณ์จะบานปลายจนเกิดเหตุแบบพฤษภาทมิฬ.... “ความกลัวมันมีอยู่แล้ว ผมก็มีครอบครัวมีลูก ถามว่ากลัวไหมถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรง ก็กลัวไม่อยากให้มี แต่ความกลัวตรงนี้มันไม่มากพอที่จะหยุดยั๊งการแสดงความคิดที่เรามีเท่านั้นเอง” ถ้าเจอ “จักรภพ เพ็ญแข” กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ตรงหน้า อยากจะพูดอะไรกับเขาบ้าง ? “ผมคงไม่พูดด้วย เพราะเขาคงไม่มีค่าพอที่ผมจะพูดด้วย ผมคงไม่ไปพูดหรอกว่าหยุดเหอะ เพราะคนเขาก็พูดกันทั้งประเทศแล้วมันยังไม่ฟังเลย แล้วผมจะไปพูดอะไร ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่ผมจะเสียเวลาไปพูดด้วย” พูดออกมาตรงๆ แบบนี้รู้สึกหวั่นๆ บ้างหรือเปล่า..... “ผมจะไปกลัวอะไรล่ะ ผมไม่ชอบเขาผมทำอะไรผิด ผมไม่ชอบเขาแล้วเขาจะมาทำอะไรผมก็ทำไป ก็ให้มันรู้ไป คนอยู่ที่นี่ก็ต้องเยอะแยะ ถ้าเขาจะมาทำอะไรก็คงพอจะเรียกร้องอะไรขึ้นมาได้ แต่ผมว่าเขาไม่กล้าทำหรอก ผมก็ไม่ได้ขึ้นไปด่าให้เขาไปตายหรือไปทำร้ายอะไรเขา ผมก็แค่พูดในสิ่งที่ผมรู้สึก ในเมื่อเขาทำสิ่งที่ผมเห็นว่าไม่ถูก ผมก็มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าไม่ชอบ” หลังจากที่ขึ้นเวทีร่วมกับพันธมิตรขับไล่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนเป็นเหตุให้อดีตผู้นำต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเมื่อสองปีก่อน ในวันที่พรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้ง และวันที่พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาประเทศไทย ก้มลงกราบแผ่นดินไทย จึงเป็นอะไรที่บาดหัวใจคนรักชาติอย่าง “ตั้ว ศรัณยู” “ก็เหมือนที่หลายๆ คนรู้สึกแหละครับ ตอแหลเล่นละคร พอกล้องมาพร้อมก็ก้มลงกราบ พี่เขาเล่นละครเก่งนะครับ” ในครั้งนี้นอกจาก “ตั้ว ศรัณยู” จะออกมาเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว การยังออกมาต่อต้านคนที่คิดจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เริ่มก่อตัวคุกคามไปทั่ว ไม่ว่าการที่ไม่ลุกยืนตรงในโรงหนัง ไปจนถึงเรื่องที่ “จักรภพ เพ็ญแข” ถูกจับตามองว่าหมิ่นเบื้องสูง “ผมอ่านข่าวที่มีคนไม่ยืนเคารพในโรงหนังเหมือนกัน มันไม่มีเหตุผลอื่นเลยนะที่ต้องทำแบบนั้น นี่คือการท้าทายอย่างมาก ก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลหรือตำรวจจะไปทำอะไรมันเลย ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ทนไม่ได้ผมไม่ไหวแล้ว ถ้าผมเข้าโรงหนังแล้วไปเจอคนแบบนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง มันอยู่ที่ว่าวันนั้นผมพกอารมณ์อะไรเข้าไป ไม่รู้แหละอย่าให้เจอไม่ไหว” “สังคมไทยเราให้ความเคารพกับระบบกษัตริย์ ท่านทรงปกครองโดยอุปถัมภ์ ท่านทรงช่วยเหลือประชาชนมากแค่ไหน มันเกินกว่าความสำนึกและต้องเทิดทูนไว้เหนือสิ่งอื่นใดเลย มันทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องแสดงแบบนี้ออกมาเลย” สำหรับใครที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นระบบ “สาธารณรัฐ” ตั้ว ศรัณยู ฝากบอกมาว่า..... “ไปตายซะเถอะ....หรือไม่ก็ต้องรอให้คนแถวนี้ตายหมดก่อน มันเป็นไปไม่ได้ คิดก็คิดไม่ได้แล้ว คือต้องถามว่า เอาสมองซีกไหน เอาชีวิตเท่าไหนของคุณที่คุณจะคิดแบบนี้ ตลอดชั่วอายุของคุณที่ลืมตาดูผืนแผ่นดินนี้ คุณอยู่ภายใต้ของบารมีพระมหากษัตริย์ขนาดไหน คิดยังงี้ได้ไงไม่ได้” “ตราบใดที่ผมยังอยู่และมีคนคิดแบบนี้ผมก็จะออกมาแบบนี้แหละครับ แต่ผมก็จะออกมาในสแตนดาร์ดที่ผมสามารถทำได้ ยังไงก็ต้องคาราวะแกนนำพันธมิตรเลยจริงๆ เพราะถ้าไม่มีเวทีตรงนี้ผมก็ไม่รู้จะไปแสดงออกตรงไหน ก็คงจะพูดแบบนี้ที่ไหนไม่ได้ ก็คงจะพูดกับลูกเต้า หรือลูกน้องที่บ้าน เป็นความเข้าใจกันแคบๆ แต่ถ้ามีเวทีแบบนี้และชุมนุมกันแบบสันติ ผมจะออกมาทันที นี่คือจุดยืนของผมเท่านั้นเอง” June 02 จับตาดู มุทิตา สามัคคีเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน ได้เมล์อีกฉบับจากน้องเหมียว
เกี่ยวกับความสามัคคีของคนในชาติ
เลยขอนำมาเผยแพร่อีกก็แล้วกัน
ช่วงนี้อินกับเหตุการณ์บ้านเมืองเหลือเกิน
อ่านแล้วก็ถอนใจ เพลง "รักกันไว้เถิด" ที่เคยร้องสมัยที่สอนดนตรีเด็กปอหนึ่ง
ก็แว่วเข้ามาในหัว ก็อย่างว่านะ เด็กๆ ร้องเพลงรักดินแดนไทยกันปาวๆๆๆๆ
แล้วผู้ใหญ่อย่างเราล่ะ ทำอะไรให้กับแผ่นดินไทยของเราได้บ้าง
พวกนักการเมืองขี้โกง พวกที่คิดก่อการร้ายต่างๆ เค้าจะเคยฟังกันไหมนะ
อยากไปช่วยสอนร้องเพลงนี้จังค่ะ
ปล.หนูสอนฟรี ไม่คิดเงิน
จับผิด ริษยา แตกสามัคคี ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย สังคมไทยก้าวมาอยู่บนปากเหวของความรุนแรงในระดับใกล้เกิด “สงครามกลางเมือง” อีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่น่าเชื่อว่า เวลาเพียงปีเดียวที่เราผ่านการรัฐประหารมาอย่างสงบ แต่แล้วเพียงปีถัดมา ทุกอย่างก็หมุนวนกลับมาเริ่มต้นที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง ต้องนับว่า ศักยภาพที่จะทำลายล้างกันเองนั้น เป็นศักยภาพพิเศษของคนไทยจริงๆ วัฏจักรแห่งความรุนแรงในสังคมไทยเกิดขึ้นจากสาเหตุที่หมักหมมสั่งสมมานาน เข้าลักษณะ “เหตุหลากหลาย ปัจจัยอเนก” คือ สามารถวิเคราะห์สาเหตุของความรุนแรงกันได้จากหลายหลักคิด หลายทฤษฎี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า มองจากมุมไหนเป็นสำคัญ ในที่นี้ ผู้เขียนจะไม่เสียเวลาวิเคราะห์สาเหตุของความรุนแรงที่นำพาเรามาถึงวันนี้ เพราะเราพูดกันมามากพอแล้ว แต่อยากจะพูดถึง “ปรากฏการณ์” ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ในเวลานี้มากกว่า นั่นคือ ณ วันนี้ คนไทยทะเลาะกันจนก่อให้เกิดภาวะ “จับผิด ริษยา แตกสามัคคี” กันไปทั่วทุกหย่อมหญ้า “จับผิด” คือ คนไทยแทบทุกภาคส่วนถูกผลักให้เลือกข้าง จนกลายเป็นพวกสุดโต่ง ไม่ขวาก็ซ้าย ไม่บวกก็ลบ ไม่พลังประชาชน ก็พันธมิตร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เราอยู่กันมาอย่างสนิทสนมกลมเกลียว และยอมรับความหลากหลายของคนไทยได้อย่างเป็นเรื่องสามัญ แต่ครั้นมาถึงเวลานี้ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราคนไทยล้วนถูกผลักให้เลือกข้างกันเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ตามมาหลังการเลือกข้างก็คือการ “ตั้งธงเอาไว้ในใจ” หมายความว่า เวลาที่เรามองฝ่ายตรงกันข้ามกับเรา เราไม่ได้มองเขาด้วยสายตาแห่งไมตรีอย่างที่เคยมองกันและกันอีกต่อไป ยามนี้ เรามองใครที่ไม่ใช่ฝ่ายเรา ด้วย “อคติ” คือ คิดว่า เมื่อเลือกที่จะยืนอยู่ตรงข้ามกับฉัน อะไรๆ ก็ตามที่คุณทำ ที่คุณศรัทธา ที่คุณเทิดทูน ล้วนแล้วแต่ “ผิด” หรือ “มีวาระซ่อนเร้น” กันทั้งนั้น การที่เราปล่อยให้ตัวเองตกลงไปในหลุมพรางแห่งอคติ (ความลำเอียง) ทั้ง ๔ ประการ คือ (๑) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก (พวกเดียวกับฉัน ก็ต้องช่วยกันไว้ก่อน) (๒) โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง (เกลียดมันเข้าไส้) (๓) โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลง (ตัวเรา/พวกเรา ดีที่สุด-ถูกที่สุด) (๔) ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว (ถ้าเราไม่จัดการเขา เราก็จะถูกเขาจัดการ) ทำให้เราสูญเสียศักยภาพในการที่จะใช้ปัญญาอย่างเป็นกลาง และนั่นคือต้นทางที่นำเราเข้าสู่การ “จับผิด” คนที่เห็นไม่ตรงกับเรา ไม่ใช่พวกเรา ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราจะโยนบาปให้เขาล่วงหน้าเอาไว้เสมอ การมีโลกทัศน์เช่นนี้ ทำให้เรามองเพื่อนมนุษย์ในลักษณะ “สถิต” คือ เขาไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นมาได้เลย ลงว่า เราตั้งธงเอาไว้ในใจแล้วว่า คนอย่างนี้คือคนเลว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เขาอาจไม่เป็นเช่นนั้น หรืออาจเคยเป็นเช่นนั้น แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว การที่เรามองใครในลักษณะจับผิดล่วงหน้า มองหาแต่ด้านลบของเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถรัก หรือให้อภัย และ/หรือให้โอกาสกับคนที่อยู่ข้างหน้าเราได้อีกเลย ผลของการมีทัศนะเชิงจับผิดเพราะมีธงแห่งการมองโลกในแง่ลบอย่างนี้อยู่ในใจก็คือ เราได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังให้กับคนไทยมากมาย ซึ่งบางทีเขาไม่ได้เป็นคนเลว ไม่เคยทะเลาะกับเรา ไม่เคยรู้จักเรา เขาเพียงแต่เห็นไม่ตรงกับเรา และเลือกศรัทธาในลัทธิ พรรค บุคคล ที่ต่างกับเราเท่านั้น แต่เพราะวิธีมองโลกของเรานั้นเป็นลบ คนดีๆ มากมายซึ่งอยู่ตรงหน้าเรา ก็ได้ถูกป้ายสีให้เป็นคนเลวไปหมดแล้ว ด้วยท่าทีการมองโลกเช่นนี้เอง ในวันนี้ สังคมไทยของเราจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของ “ความเกลียดชัง” และเมื่อมันถูกกระตุ้นบ่อยๆ ก็คงจะต้องเกิดสงครามกลางเมืองเข้าจนได้ไม่ชั่วโมงใดก็ชั่วโมงหนึ่ง (ไม่นับเป็นวัน เพราะสถานการณ์นั้นตึงเครียดชนิดต้องจับตาดูกันเป็นรายชั่วโมง) “ริษยา” คือ เมล็ดพันธุ์ของความรุนแรง ซึ่งแฝงฝังอยู่แล้วในใจของเราทุกคน (หากขาดสติ) อาการของความริษยา คือ เห็นคนอื่นได้ดีแล้ว ทนอยู่ไม่ได้ หรือรับไม่ได้หากเห็นใครก็ตามที่อยู่ตรงกันข้ามกับเรา “ได้ดีมีสุข” ริษยานั้น เป็นกิเลสตระกูลโทสะ โทสะ ก็คือ ความรุนแรงที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความโกรธ หรือความรู้สึกอยากทำลาย ทำร้าย ประหัตประหาร เข่นฆ่าราวี และทำลายล้างให้ตายตกไปตามกัน ในเมืองไทยนั้น น่าสังเกตเป็นอย่างมากว่า กิเลสที่ชื่อ “ริษยา” ค่อนข้างกัดกินคนไทยมากมาย เข้มข้นกว่ากิเลสชนิดอื่นๆ สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ “ใช้คนดีเปลือง- ใช้คนเก่งเปลือง” หมายความว่า เห็นใครดี ใครเก่งขึ้นมาเป็นต้องหาวิธี “สกัดดาวรุ่ง” เอาไว้ก่อนเสมอ แทนที่เห็นใครเก่งขึ้นมา ใครดีขึ้นมา จะช่วยกัน “ส่งเสริม” กลับพากันหาวิธี “ส่งศพ” (ภาษาล้านนา แปลว่า ผลักเข้าป่าช้า) คนเก่งๆ คนดีๆ ในเมืองไทย จึงรวมตัวกันไม่ค่อยติด ทำงานเป็นทีมด้วยกันไม่ค่อยได้ เพราะเราหายใจเป็นความริษยาตาร้อน จนมันได้กลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งซึมลึกลงไปในสายพันธุ์ของคนไทยไปแล้ว เรื่องความริษยานี้ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เคยเขียนเป็นกวีนิพนธ์เอาไว้เมื่อนานมากแล้วว่า “อันที่จริงคนเขาใครให้เราดี แต่พอเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน” หากเราคนไทย ไม่ยอมให้ใครได้ดีเลย เราก็คงจะต้องทะเลาะกันต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้น หากเราคนไทยไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาที่รู้แพ้รู้ชนะเลย ในอนาคตอันใกล้ เราคนไทยก็คงต้องหันปลายกระบอกปืนมาเข่นฆ่ากันเอง “แตกสามัคคี” อาการแตกสามัคคีนั้น เป็นผลลัพธ์ของการจับผิด ริษยา ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง หมายความว่า เมื่อเราคอยแต่จะจับผิดใคร เราก็มองไม่เห็นความดีของคนๆ นั้นอีกต่อไป เมื่อมองไม่เห็นว่าเขาเป็นคนดี เราจึงรู้สึกเกลียดชังเขาไปโดยอัตโนมัติ และเมื่อพานเกลียดชังแล้ว เรื่องอะไรที่เราจะยอมให้คนเลวๆ (ตามการทึกทักตั้งธงของเราเอง) เช่นนั้นได้ดี และเมื่อไม่อยากเห็นใครได้ดี เราก็คงไม่มีโอกาสที่จะทำงานร่วมกันได้อีกเลย (=แตกสามัคคีโดยสมบูรณ์) พอแตกสามัคคีแล้ว วิกฤติทุกชนิดก็พร้อมใจกันเคลื่อนพลเข้าสู่หมู่คณะ หรือสังคม หรือแม้กระทั่งประเทศได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับเมื่อครั้งพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) และพระเชษฐาธิราช แตกสามัคคีกัน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แม้ทั้งสองพระองค์ จะเป็นพี่น้องกัน แต่เมื่อแตกสามัคคีกัน เพราะต่างฝ่ายก็ระแวงในกันและกันเสียแล้ว สุดท้าย ก็เลยเปิดช่องให้พม่ายกทัพเข้ามายึดกรุงศรีอยุธยาได้อย่างง่ายดาย การเสียกรุงเพราะแตกสามัคคีครั้งนั้น ทำให้ชาวอโยธยาสิ้นชาติ เมื่อสุนทรภู่ไปเยี่ยมกรุงเก่า เห็นสภาพปรักหักพังของเมืองฟ้าอมรแห่งนั้นแล้วเกิดความสังเวชสลดใจ จึงบันทึกไว้ด้วยความหดหู่ว่า “กำแพงป้อมขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าอ้ายข้าศึกเข้ามาได้ ยังปล่อยให้ข้ามเข้าเอาเวียงชัย โอ้กระไรเหมือนบุรีไม่มีชาย” บาทที่ว่า “ยังปล่อยให้ข้ามเข้าเอาเวียงชัย” นี้ลึกซึ้งมาก ความหมายระหว่างบรรทัดก็คือ หากเรา “ไม่ปล่อยให้...” หรือหากเราไม่ “แตกสามัคคี” กันเอง พม่าจะทำอะไรกรุงศรีอยุธยาได้ กรุงศรีอยุธยาแตกไม่มีชิ้นดี ไม่ใช่เพราะไม่มีทแกล้วทหาร หากแต่แตกคราวนั้น เพราะเรา “แตกสามัคคี” กันเป็นการภายในอยู่ก่อนแล้ว กรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่บรรพบุรุษของเราสู้อุตส่าห์สร้าง สืบสาน ส่งต่อ และสั่งสมความศิวิไลซ์กันมาจนกลายเป็นประเทศที่นานาอารยชาติให้การยอมรับนับถือ จะต้องมาแตก ล่มสลาย ทำลายล้างกันเอง เพียงเพราะเรา “แตกสามัคคี” ตามรอยกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งในยุคสมัยของเรากระนั้นหรือ ? พอเสียทีได้ไหม ? เลิก “จับผิด ริษยา แตกสามัคคี” หันมา “จับตาดู (อย่างไม่มีอคติ) มุทิตา (เมตตา) สามัคคี” กันดีไหม ? “จับตาดู มุทิตา สามัคคี” เพียงสามวลีแค่นี้ หากทำได้ เราอาจไม่ต้องมีรัฐประหาร เราอาจไม่ต้องฆ่ากันตายด้วยฝีมือคนไทยด้วยกันเองเหมือนที่ผ่านมา
เรื่องของส้มเจ้าณัฐ เด็กรุ่นน้องสมัยมัธยม ส่งเรื่องราวดีๆมาให้อ่านอีกแล้ว
ความนี้เป็นเรื่องราวชวนคิดระหว่าง ม็อบเหลือง และม็อบแดง
ทำอย่างไร ความคิดทั้งสองจะรวมตัวกันกลายเป็น "สีส้ม"
แบบสมานฉันท์ได้บ้าง
น่าคิดนะ บางที เราคิดได้
แต่เวลาทำ กลับทำได้ยากจังคนไทย
."แตกต่าง แต่ ไม่แตกแยก" อ่ะ คนไทย คนไทย
“ส้มขอร้อง” ทำไมต้อง ส้ม ?
ส้ม เกิดจากทฤษฏีของสี ระหว่าง สีเหลือง(พันธมิตร) และ สีแดง(นปก) รวมกันแล้วเป็นสีส้ม (คนกลาง) ทัศนะของคุณส้มต่อคุณเหลือง ส้มมองว่า เหลืองเดินเกมพลาดมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยไปเปิดทางให้คุณเขียว(ทหาร)ออกมาวุ่นวายจนบ้านเมืองเกิดปัญหา ส้มมองว่า การชุมนุมของเหลืองตอนนี้ อาจเป็นการออกบัตรเชิญให้เขียวอีกครั้ง และเมื่อเขียวออกมา ประเทศชาติก็จะกลายเป็นสีดำ สีดำ เป็นปฏิปักษ์ต่อ สิทธิเสรีภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน ไม่ว่าจะเป็น เหลือง แดง หรือ ส้ม ส้มคิดยังไงกับแดง แดงเป็นคนเลือดร้อนตามสี มักเล่นเข้าทางเกมเหลืองที่จะเชิญเขียวออกมายืนเล่นท้องถนน ส้มเชื่อว่า แนวทางของเหลืองและแดง ไม่สามารถพาสังคมออกจากความขัดแย้งได้ แต่กลับจะขัดแย้งกันลึกซึ้งขึ้นจนยากจะเยียวยา ข้อเสนอ “ส้มขอร้อง” เราในฐานะคนที่อยู่ระหว่างเหลืองและแดง จึงมีข้อเสนอเชิงขอร้องดังต่อไปนี้
ส้มเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ส้มไม่เคารพสิทธิในการแตกแยก
ส้มเชื่อสนิทใจว่า สังคมไทยตอนนี้ ไม่ได้มีเพียง เหลือง แดง หรือ เขียว และหากเมื่อใดที่พวกเขา(เหลือง แดง เขียว) ได้พบว่า คนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในแนวทางสันติวิธี เคารพเสรีภาพบนความแตกต่าง และ พวกเขา(เหลือง แดง เขียว)เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยในสังคม เหลือง แดง และ เขียวจะได้สติ และเคารพพวกเราบ้าง โปรด Forward Email ฉบับนี้ถึงคนที่คุณรู้จักทุกคนที่เป็นคนไทย บอกเขาว่า คนเล็ก ๆ อย่างพวกเรา สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องเผชิญหน้า ปล.ส้มไม่ใช่บุคคล แต่เป็นจิตสำนึกของคนไทยที่อยากเห็นความขัดแย้งยุติลง หากไม่จำเป็น กรุณาอย่าติดต่อส้ม รักทั้งเหลืองและแดง เครือข่าย “ส้มขอร้อง” May 26 คิดถึง คิดถึงช่วงนี้เน้นเอาบล็อกชาวบ้านมาลงถี่เหลือเกิน บ่งบอกได้ว่า
เจ้าของบล็อกไม่ค่อยขยันทำมาหากินสักเท่าไหร่
เอาน่า ช่วงนี้ขอเป็นนักอ่าน บล็อกไหนอ่านแล้วกรี๊ด อ่านแล้วโดน
จะนำมาบอกข่าว เล่าเรื่องก็ละกันโน้ะ เข้าเรื่องได้...
มีรุ่นพี่สมัยมัธยมแนะนำให้ไปอ่านกระทู้ของบอร์ดโรงเรียนปราจีนกัลยาณี (รู้จักกันป่าว)
อ่านจบ แล้วต้องขอนำมาคัดลอกไว้ในนี้ด่วนๆๆๆๆๆ
เนื่องจากว่าเป็นเรื่องราวของสมัยมัธยม อมเปรี้ยว อมหวาน
ตอนนี้ขออนุญาตเจ้าของเรื่อง และรับลิขสิทธิ์มาเรียบร้อย
ขอขอบคุณน้องณัฐ รุ่นพิกุลแก้ว ปีสี่สิบสี่ ไว้ณที่นี้ด้วยเน้อ
May 25 โดน !!!!!(คัดลอกมาจาก บล็อกของคนทิวสน http://tewson.wordpress.com/2008/04/19/hi5-is-another-cause-of-global-warming/)
hi5 is another cause of global warmingสืบเนื่องจาก เอนทรี่นี้ หรือ เอนทรีเก่านี้ คุณชิตพงษ์กล่าวไว้ถึงเวบไซต์ที่ออกแบบมาได้ “สิ้นเปลืองพลังงาน” นั่นคือมีภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ เต็มหน้าเว็บ ทำให้เครื่องต้องประมวลผลหนักกว่าปกติ ส่งผลถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าด้วย แน่นอนว่าเวบไซต์แรกที่แวบเข้ามาในหัวผม มันต้องเป็น hi5 สุดโด่งดัง แน่นอน โอ มันไม่ใช่ความผิดของ hi5 หรอกครับ แต่พวกผู้ใช้นี่แหละ ที่ขยันเอาพวกภาพเคลื่อนไหวหรือภาพสไลด์ต่าง ๆ มาแปะไว้หน้าแรก ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผมกับเต๋า พบว่าน้องหมา ไฟร์ฟอกซ์ จะออกอาการไม่ขยับอยู่บ่อย ๆ แม้แต่ IE ก็เถอะ เลยลองเล่น ๆ เปิด hi5 แล้วก็เปิดดู power history ผลเป็นงี้ อธิบายประกอบภาพ : ไอ้ความชันตอนแรกนั่นคือเพิ่งเริ่มเก็บข้อมูล คือกราฟมันพยายามย่อข้อมูลตามเวลาแฮะ เลยผิดเพี้ยนกลายเป็นความชันไป คือตอนเปิดไว้เฉย ๆ (idle) เนี่ย กินไฟประมาณ 14 วัตต์ พอเข้า hi5 ของดาราคนหนึ่ง (ซึ่งมี flash พอสมควร) การใช้งาน cpu ก็พุ่งไป 100% ทันทีตามคาด ก็รอมันเก็บข้อมูล จนได้ peak ที่ 29 วัตต์ แม่เจ้า สองเท่าของการใช้งานปกติ แล้ววันหนึ่ง ๆ เข้า hi5 กันวันละกี่ชั่วโมงเนี่ย ว่าง และ เบื่อ จากการอ่านเม้นต์ข้อความของตัวเองและของชาวบ้านในไฮไฟว์ เลยหันมานั่งอ่านบล็อกของคุณพี่สาวอัพเดตความเป็นไปซะหน่อย (http://tick.exteen.com)
อ่านย้อนกลับ หลายบล็อก หลายเอนทรี่ จนไม่รู้จะอ่านอะไรของมันแล้ว
ก็เหลือบไปเห็นบล็อกลิ้งค์ทางซ้ายมือ อะฮ้า "ไอ้แอนนนนน" ไม่ได้ติดตามงานเขียนไอ้แอนนนนนมานาน
นับตั้งแต่วันที่ไปก๊อบฟ้อนต์สวยๆของเค้ามาใช้งานฟรี แฮ่ๆ
ก่อนอื่นต้องขอท้าวความก่อน ว่าเมื่อประมาณสาม ถึงสี่ปีที่แล้วพี่สาวหัวไอทีของเราแกไปเจอเวปทำฟ้อนต์นี้เข้า
เนื่องจากเบื่อกับอังศนา ยูพีซี คลอเดีย จักกะพัน ซะเหลือเกิน เสิร์ชไปเสิร์ชมา
ก็มาเจอเนื้อคู่ที่ชื่อว่า "ไอ้แอนนนนน" ผู้ซึ่งทำฟ้อนต์น่ารักๆ หลากสไตล์ให้เราๆท่านๆได้ใช้กันฟรีๆไม่คิดสตางค์
อาทิเช่น iannnnn UBC ,iannnnn GTO,iannnnn GMO, และอีกหลายๆๆๆๆๆiannnnn
นอกไอ้แอนนนนนจากมีผลงานทางด้านการทำฟ้อนต์แล้ว ก็ยังเลื่องลือทางด้านงานวรรณกรรมอีกด้วย
เราสองคนพี่น้องมักติดตามการเขียนเล่าเรื่องต่างๆด้วยสำนวนธรรมดาๆ รักโลก
เป็นห่วงสังคม น้ำ ฟ้า ปลา โลก แต่ทว่าแฝงไปด้วยความกวน(ทีน) และมุขเจ็บๆ
สร้างรอยยิ้มหลังการอ่านได้อย่างดีนักแล
วันนี้เข้าไปอ่านมาหลายเรื่อง แต่ที่อ่านแล้วโดนอยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องของไฮไฟว์
ซึ่งตอนแรกอ่านบล็อกของแอนนนนนเกี่ยวกับ
ภาวะโลกร้อน เนื้อเรื่องที่อ่านเป็นภาพการ์ตูนเล่าเรื่อง เชิญตามอ่านได้ตามลิ้งค์นี้นะจ๊ะ
ซึ่งหลังจากอ่านการ์ตูนเล่าเรื่องชีวิตประจำวันง่ายๆของแอนนนนนเสร็จแล้ว
ทำให้มานั่งย้อนคิดว่า เอ้อ ไอ้เรื่องเล็กๆที่เรามองข้ามกันเนี่ย
มันช่างส่งผลกระทบซะมากมายต่อภาวะโลกร้อนซะจริงๆ
ไม่ว่าจะการเปิดคอมแช่ทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน ดูทีวีแล้วไม่ถอดปลั๊ก
จนกระทั่งถึงการทำwidget ในไฮไฟว์มากเกินไป
การโหลดแฟลชภาพสไลด์ รวมกระทั่งถึงเพลงที่อัดเข้าไป
มีผลต่อการใช้กระแสไฟมากมายโดยที่เราไม่ตั้งใจ
อืมมมม อ่านแล้วก็ได้แต่คิดในใจ แล้วก็อยากให้คนอื่นช่วยคิดตาม
รักเรา รักโลก รักไฮไฟว์เรียบๆ สักwidget สักเพลง สองเพลง
เน้นอัพรูปสวยๆแทนละกันเนอะหมู่เฮาเนอะ
ปล.หนึ่ง ติดตามอ่านบล็อกดีๆ โดนๆของไอ้แอนนนนนได้ที่ http://iannnnn.com/
ปล.สอง เหนื่อยกับการต้องมานั่งนับนอหนูของ "แอนนนนน" ให้มันครบห้าตัวมาก
ปล.สาม โดนนนนนนนนนนนนนน กันมั่งป่ะเนี่ย ฮึ
February 03 ฤดูแห่งความรักดีในที่นี้หมายถึง สามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่รู้สึกทรมาน ทรกรรม
กับการออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เวลายืนรอรถเมล์นานๆ
หรือลมพัดแรงๆ ก็ไม่รู้สึกสะทก สะท้านเท่าไหร่
(เหตุผลหนึ่ง อาจจะด้วยว่ามีไขมันเพียงพอในการเป็นเกราะกำบังร่างกาย
หรืออาจจะด้วยความเคยชินในการอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น)
ก่อนมาที่นี่ ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับซีแอตเทิลว่า เป็นเมืองเศร้า สะลึมทึมเทา
ฝนตกหยอยๆ ฟ้ามัวๆ สลัวๆ เกือบตลอดทั้งปี ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ
หนุ่มสาวที่มีหัวใจสะออน อ่อนแอ เนื่องจากขาดคนดูแลและรักษาดวงใจ (ฮิ้วววว)
ทุกวัน กิจกรรมที่ขาดไม่ได้ก็คือ การออกไปเดินเล่น สูดอากาศเย็นๆ ชุ่มๆ
วันดีคืนดี มีแจ๊คพอท แดดออก อากาศแจ่มใส ฟ้ามีสีฟ้าสมกับเป็นฟ้า ยิ่งมาเจอนางฟ้า
ออกมาเดินเล่น โอ้ เข้ากั๊น เข้ากัน เอิ๊กๆๆๆๆ
ปีที่แล้ว แอบบ่นยุบยิบๆในเดือนแห่งความรักว่า "ฉานยังโสดดดด"
ปีนี้ "ฉานก็ยังโสดดด" ซึ่งเหมือนเดิมล่ะค่ะพี่น้อง "โสด แต่ไม่สลด"
ชีวิตที่ผ่านล่วงเลยมาถึงวันนี้ ณ เวลานี้ เราก็ยังคงรู้สึกดีกับความเป็นอยู่ของตัวเอง
โบราณว่าไว้ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" (แต่ถ้าหาคนมาให้พึ่งพิง อิงแอบมันก็ดีใช่มั้ยล่ะคะ
....แหน่ะ ยังไม่วายนะเอ็ง)
เอาล่ะ ไม่ว่าอุณหภูมิจะเป็นไปอย่างไร ฟ้าฝนจะเป็นไปแบบไหน
หากเรามองโลกในแง่ดี วางตัวเป็นกลาง เปิดหู เปิดตัว เปิดใจ
และยอมรับในข้อเท็จจริงของธรรมชาติ
เราก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกด้วยความสงบสุข
จบแบบง่ายๆที่สี่บรรทัด จากนั้นไปฟังเพลงรื่นๆหูรับบรรยากาศแห่งความรัก
และซึมซับกับปรัชญาของชีวิตกันดีกว่า
January 27 Hello Canadaหลังจากที่ชวดการเดินทางครั้งก่อนกับโฮสต์
และหลังจากนั้นไม่นาน ก็เผอิ๊ญได้ข่าวจากทรายว่า นัทกำลังหาเพื่อนไปแคนาดา
(ทรายและนัทเป็นเพื่อนแก๊งค์สามซ่าเจ้าถิ่นที่นี่ ถ้าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับซีแอตเทิล
กรุณาใช้บริการทราย นัท ตูน เอิ๊กๆๆๆ)
นัทอยากหาเพื่อนไปแคนาดาใช่ม้า... ฮ่าๆๆ เด็กอนุบาลเดายังถูกเลยค่ะว่า
แคมะตูมันต้องเกาะนัทกิน เอ๊ย เกาะนัทไปเที่ยวด้วยแหงมๆ
แถมด้วยเที่ยวคราวนี้ เรามีสารถีสุดหล่อนาม "จัสติน"ไปด้วย
หายห่วงเรื่องการเดินทางไปล่ะคราวนี้ มีทั้งรถ มีทั้งคนขับ
การเดินทางจากซีแอตเทิลไปยังแวนคูเวอร์แคนาดา
ใช้เวลาในการเดินรถทั้งหมดประมาณสองชั่วโมงเศษๆ (พอๆกับนั่งรถตู้กรุงเทพกลับบ้านปราจีนเลยอ่ะ)
วิวสองข้างทางก็สวยงาม มีหิมะเป็นหย่อมๆ มีฝนตกเปาะแปะตลอดการเดินทาง
และมีคนแอบสัปหงกอยู่หลังรถ (ใครวะ...ไม่ช่วยชาวบ้านเค้าขับรถแล้วยังมาแอบตาปรืออีก ฮ่าๆ ให้เดา)
ถึงแวนคูเวอร์ บ้านเมืองสวยงาม ธรรมชาติสดสวย คล้ายๆดาวน์ทาวน์ซีแอตเทิล
เพียงแต่ว่าที่ซีแอตเทิล เสาไฟฟ้าทำด้วยไม้ แต่ที่นี่ทำด้วยเหล็ก มีภาษาฝรั่งเศษเป็นภาษาที่สอง
มีซูชิที่เค้าลือกันว่าอร่อยล้ำ มีนาฬิกาไอน้ำที่ทุกคนต้องไปยืนถ่ายรูปคู่ ณ แกสทาวน์
มีสวนไม้อันร่มรื่นมากมาย สมกับที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นประเทศที่มีอากาศบริสุทธิ์ที่สุดในโลก
และที่นี่ มีฝนตกชุกไม่ต่างกับซีแอตเทิล ฮ่าๆๆๆๆ
แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ค่อยได้ออกเดินเที่ยวเท่าไหร่นัก
เนื่องจากว่าติดตีปิงปองอยู่ในโรงแรม เอ๊ย อากาศมันไม่ดี
ฮี่ๆๆๆ คิดว่าคราวหน้า ถ้ามีโอกาสมาที่นี่อีก จะเดินเที่ยวให้หนำใจกว่านี้
ตอนนี้ขอแปะต๊ะไว้ก่อนละกัน ไว้เจอกันคราวหน้า
ขอให้ฟ้าและสภาพอากาศเป็นใจ สนุกแน่ๆแคนาดา
ด้วยรักและคิดถึงจ้า
December 30 เสาร์ เสาร์ เสาร์วันนี้เป็นวันเสาร์ ที่ไม่มีเป้าหมาย
ทั้งๆที่อุตส่าห์ฝันหวาน เพ้อเจ้อกับเป้าหมายของวันนี้
ตามโปรแกรมเดิม เราต้องเดินทางไปเที่ยวแคนาดา
กันตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ด้วยเนื่องจากอาการป่วยของน้องแฝด
ที่คุณหมอกำชับมาว่า ควรหลีกเลี่ยงอากาศเย็น เพราะมันมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ
... กิจกรรมทุกอย่างเป็นอันพังพาบ (อุตส่าห์ทำการบ้าน หาข้อมูลเที่ยว)
ซึ่งโฮสต์ก็เตรียมทริปปลอบใจไว้ให้ ด้วยการจะพาไปภูเขาวันนี้
แต่ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศของที่นี่ รึบุญมีแต่มีกรรมมาบังของเรา
รึอะไรไม่ทราบได้ ฝนตก ตก ตก ตก ตก เป็นผลก่อให้เกิด
ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ไม่ดี ฝนตกประกอบกับมีหิมะ อันตรายอย่างแรง
อย่าเอาชืวิตมาเสียงที่นี่โยม ไปวันจันทร์ก็แล้วกันเนอะ (แล้ววันจันทร์จะได้ไปอีกไหมหว่าเรา)
ผลของการเลื่อนโปรแกรม ทำให้มานั่งแอ่วท่องเนต ดุโน่น ดูนี่ไปเพลินๆ
อยู่ๆก็นึกถึงซีดีสุดโปรดที่ลืมเอาติดกระเป๋ามาด้วย (ขอโทษนะคุณซีดี ช่วงนั้นมันวุ่นมาก)
ซีดีที่ว่าคือ "DEPAPEPE" depapepe เป็นสองหนุ่มน้อยที่มีฝีไม้ลายมือ
ในการบรรเลงกีต้าร์ได้ไพเราะเข้าขั้นเซียน ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือเรื่องของ "หน้าตา"
เคยเห็นไหม พวกที่แต่งตัวเสื้อหนัง โชว์รอยสัก แต่ฝีมืออ่อนซ้อม ฟังแล้วสงสารหูตัวเอง
ทว่าเดปา และเปเป้ ไม่ใช่อย่างนั้น หน้าตาก็โน้ะๆ ประสาคนญี่ปุ่น แต่งตัวธรรมด๊า ธรรมดา
เมื่อพวกเขา จับกีต้าร์แล้วบรรเลงเพลง มันช่างมีเสน่ห์ และดูเท่กว่าเป็นไหนๆ
เคยรู้จักพี่คนนึง เป็นเพื่อนของตู่ รู้สึกจะชื่อพี่กล ซึ่งก็ดูพิกลๆ
ตัวเล็กๆ หน้าตาจืดๆ นิ่งๆ แต่เล่นกีต้าร์เก่งเป็นบ้า อันนี้ล่ะมั้ง
ที่เค้าเรียกกันว่า "ตัวจริง" ไม่ต้องมีคอสตูม ไม่ต้องโอเวอร์แอ๊ค
ใช้ฝีมือพิสูจน์ อย่างพี่บอยด์ โกสิยพงษ์ไง หน้าตาเหมือนพนักงานแบงค์
แต่แต่งเพลงเก่งชะมัด ฮ่าๆๆๆๆ
ว่าแล้วก็มาฟังเพลงของ depapepe แก้เหงาและแก้เซ็งกันดีกว่าค่ะพี่น้อง
|
||||||||
|
|