![]() |
|
Spaces home Kaematu PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
June 14 คำปราศรัยของคุณตั้ว ศรัณยูการเมืองอีกแล้วค่ะพี่น้อง อ่านเรื่องแบบนี้ทีไร ใจหายทุกครั้ง
รักบ้านเมือง รักในหลวง ไม่อยากให้มีเหตุการณ์วุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นเลย
ได้อ่านบทร่ายของ "เพ็ญ" มาประมาณสามอาทิตย์ที่แล้ว ยอมรับเหมือนทุกๆคนค่ะว่า
มันคิดได้ยังไงอ่ะที่จะขจัด "ระบบอุปถัมภ์กับประชาธิปไตย"
วันนี้ว่างๆจากการพักครึ่งเกมระหว่างเนเธอร์แลนด์ กับฝรั่งเศส ก็มานั่งอ่านข่าวจับกระแสไปเรื่อยๆ
พอดีมาอ่านเจอบทเสวนาของคุณตั้ว ศรัณยู วงค์กระจ่าง ซึ่งพออ่านแล้วก็อยากให้คนอื่นๆได้อ่านกันบ้าง
บทสนทนายาวหน่อยนะคะ ยังไง ก็ช่วยอ่านหน่อยเถอะ
ปล.หนึ่ง เนเธอร์แลนด์นำไปแล้วสองเม็ด อองรีทำไรอยู่เนี่ย ฮึ
ปล.สอง รุด ฟานนิสตรอย หน้าเปี๊ยนไป๋ ตะก่อนหล่อกว่านี้อ่าตะเอง
........................................
ตั๊ว ศรัณยู” ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ทนไม่ไหวรัฐโกงกินทุจริต แก้รัฐธรรมนูญฟอกตัว จวก “ทักษิณ” ตอแหล
ซัด “สมัคร” ทำเฉยปล่อยให้ “จักรภพ” จาบจ้วงเบื้องสูง บอกถึงจงรักภักดีก็ไม่สามารถทำอะไร เพราะเป็นแค่หุ่นเชิด
ลั่นใครคิดจะล้มกษัตริย์ไปตายซะเหอะ
“ตั๊ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง” เป็นหนึ่งในบุคคลที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯเมื่อสองปีก่อนเพื่อร่วมกันขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนเป็นเหตุให้อดีตนายกฯต้องไประเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศเกือบสองปี แต่พอวันที่พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้กลับเข้ามาประเทศอีกครั้ง บอกว่า จะมาต่อสู้กับคดีที่ถูกกล่าวหา แต่หลังจากที่รัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” เข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน แทนที่จะรีบแก้ไขปัญหาบ้านเมือง กลับมีการประกาศแก้รัฐธรรมนูญ ล้มล้าง คตส. และกฎหมายอีกหลายมาตรา ทำให้ถูกจับตามองว่า เป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นผิด ประกอบกับเรื่องที่ “จักรภพ เพ็ญแข” ไปพูดที่อเมริกาจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าจาบจ้วงเบื้องสูงนั้น เป็นเหตุให้ตั้ว ศรัณยูต้องกระโดดขึ้นเวทีพันธมิตรฯอีกครั้ง พร้อมกับแสดงทัศนคติอย่างถึงลูกถึงคน “สาเหตุที่ผมต้องออกมาวันนี้ ก็เพราะเหตุผลเดิมเหมือนเมื่อสองปีก่อน มันเกิดความไม่ถูกต้องในบ้านเมือง ข้าราชการผู้บริหารภาครัฐเป็นผู้กระทำซะเอง มีการย่ำยีประชาชนไม่เห็นกับประชาชน มีการโกงกินทุจริต ซึ่งมันไม่มีเวทีไหนที่เราจะสามารถส่งเสียงความไม่พอใจดังๆ ไปยังภาครัฐได้ เมื่อพันธมิตรฯรวมตัวกันแบบนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะมาที่นี่ เพื่อเอาเสียงของเรามารวมกับเสียงของคนอื่นที่คิดเห็นเหมือนกัน เพื่อเสียงของเราจะได้ดังขึ้น มันคือเรื่องเดียวครับ ถ้าไม่มีตรงนี้แล้วมันไม่มีเวทีไหนเลยที่จะไปแสดงพลังแสดงความรู้สึกตรงนี้ให้ดังไปถึงพวกเหล่านั้นได้ เพราะพวกนั้นก็มีแต่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมใช้แง่มุมทางกฎหมายตอหลบตอแหลกันไป”
“เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องมา ผมมาโดยไม่รู้หรอกว่า ใช่ชนะมันคืออะไร เมื่อไหร่จะถึงวันที่มีชัยชนะ ไม่รู้ด้วยว่าบทสุดท้ายจะเป็นยังไง แต่ผมรู้แค่ว่า วันนี้ความรู้สึกของผมที่มีต่อผู้บริหารบ้านเมืองเป็นแบบนี้ คนที่นี่ก็รู้สึกแบบนี้ รู้เท่าทันแบบนี้ ผมจึงต้องมาเติมเต็มให้ความรู้สึกเหล่านี้มันโตขึ้นมันใหญ่ขึ้น” “มันอยู่กันไม่ได้แล้ว ไม่รู้จะทำยังไง บ้านเมืองมันเละเทะไปหมดแล้ว ไม่รู้จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟอกความผิดให้กับคนที่ถูกขับไล่ไป เรื่องการละเมิดเบื้องสูงมันสุดที่จะพูดแล้วแหละ คราวนี้มันแจ่มชัดกว่าคราวที่แล้วเยอะ คราวที่แล้วเราไล่ทักษิณ ซึ่งทักษิณมีกลโกงที่แยบยลที่ต้องใช้เวลาการอธิบายการพูดคุยกันนานกว่าหลายๆ คนจะเข้าใจ เพราะว่าวิธีการโกงกินมันซับซ้อนมากมาย” “แต่คราวนี้มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย มันเห็นอย่างโจ้งๆ ว่าทักษิณยังอยู่เบื้องหลังยังไง เห็นอยู่ชัดๆ ว่ารัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นยังไง เห็นอยู่ชัดๆ ว่า พวกเขาทำเพื่ออะไร เห็นแล้วมันทนไม่ได้ มันยอมไม่ได้ก็เลยต้องออกมา” “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นมันสำคัญหมด มันเป็นการจุดชนวนให้เราออกมาเรียกร้องหมายความว่า ก่อนที่จะหมายถึงตรงนี้สื่อมวลชนนักการเมืองหลายๆ คนก็ชี้ทางที่รัฐบาลควรจะทำ ชี้ทางที่รัฐบาลควรจะถอยมาซักก้าวหนึ่ง ชี้ทางที่รัฐบาลควรจะประนีประนอมหลายๆ อย่าง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ฉะนั้น เราจะไปก้มหน้าก้มตาดักดานให้นำพาประเทศชาติเราไปแบบนี้ไม่ได้ มันก็ต้องมาครับ ถามว่าเรื่องไหนสำคัญมากที่สุดมันสำคัญหมด แล้วแต่ว่าพี่น้องที่มาจะให้สำคัญกับเรื่องไหน แต่ทุกเรื่องเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมทนไม่ได้ อยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอกครับ” “การที่เขาจะแก้รัฐธรรมนูญ ถามว่า ผมรับไม่ได้ตรงไหน มันรับไม่ได้ทั้งหมดเหมือนกับทุกคนนั่นแหละ คราวนี้ความเข้าใจมันถูกเผยแพร่ไม่ใช่เพราะนักวิชาการที่ขึ้นไฮปาร์คตรงนี้เท่านั้น นักวิชาการที่อื่นคอลัมน์อื่นก็พูดเหมือนกันหมด อย่างเรื่องคุณจักรภพก็พูดเหมือนกันหมด มันไม่ยากเลยที่จะเข้าใจ ทุกคนที่มาที่นี่ก็รู้เหมือนกันหมด ซึ่งพอเรารู้แล้วเราก็ต้องมา”
“ความรู้สึกของผมในวันนี้ไม่เหมือนความรู้สึกที่มาเมื่อสองปีก่อน ครั้งนั้นผมมีความรู้สึกร่วมประมาณหนึ่ง ก็มาร่วมฟังข้อมูลที่มีอยู่ แต่คราวนี้ไม่ต้องเพราะมันชัดเจนมากเลย ชัดเจนทุกมุมเลย เด็กแค่ไหนก็เข้าใจได้ แล้วใครจะไปทนได้ไง เราจะก้มหน้าก้มตาดูได้ไง อ้างความสมานฉันฑ์แล้วอยู่เฉยๆ มันไม่ใช่ และการที่เรามาเราก็มาอย่างสงบด้วย ไม่ใช่ทนไม่ได้แล้วก็ไปอาละวาดตีใคร ตรงนี้มันคือช่องทางเดียวที่ทำได้ เป็นช่องทางที่สันติมันผิดตรงไหน ถ้าไม่มาตรงนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว” “ภาพมันชัดเจนขึ้น ไม่ใช่ว่าเวทีนี้จุดเชื้อปะทุขึ้นมา ซึ่งที่มันเกิดขึ้นคือสิ่งที่รัฐบาลทำทั้งนั้นเลย และเผยออกมาทีละนิดๆ และเขาก็เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองในทุกๆ เรื่อง มันไม่ได้ยากอะไร คือ ทุกคนเห็นหมดว่าจักรภพพูดอะไรทำอะไร พูดถึงรัฐธรรมนูญทุกคนก็รู้หมดจนจะท่องได้อยู่แล้วอยู่แล้วว่า เขาจะแก้กฎหมายมาตราอะไร เพื่อที่จะปลดคตส. ทุกคนรู้เท่าเทียมกันหมด ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือนักวิชาการก็พูดเรื่องนี้กันไปหมดว่า แก้รัฐธรรมนูญเพื่อล้มคตส. พอล้ม คตส.แล้วคดีต่างๆ ที่กำลังจะขึ้นศาลจะยุติ ทุกคนรู้กันหมดท่องกันได้หมด” “ถามว่า ในเมื่อรู้เท่าทันอย่างนี้หมดแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ จะให้ก้มหน้าเฉยๆ กินข้าวแพง เติมน้ำมันแพงๆ แล้วก็อยู่ไปวันๆ มันไม่ได้อะไร มันเป็นทางเดียวที่เราจะต้องมาที่นี่” “ผมเองมีโอกาสได้อ่านที่คุณจักรภาพพูดในครั้งแรกๆ อ่านแค่ผ่านๆ ไม่อยากจะอ่านมันทนไม่ได้เพราะมันหยาบและเลวร้ายมาก ผมอ่านทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่เขาแปลมา อ่านแล้วก็เข้าใจ อ่านแล้วแปลได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ และผมก็ฟังๆ กระแสบ้านเมืองว่าคิดยังอะไรอยู่” “ส่วนล่าสุดที่คุณจักรภพแปลอออกมาฉบับของเขา ผมก็เปิดดูหยาบๆ ก็เห็นว่ามันคนละเรื่องกันเลย และมีการไปบิดเบือนบางคำที่มันแรงๆ ก็ไปให้มันแบบ น่าจะ อาจจะ ให้มันดูเบาๆ ลง แค่นี้มันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ” “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเรา ผมคิดว่ามันสมเหตุสมผลที่ผมจะลุกขึ้นมาแสดงความไม่พอใจต่อภาครัฐ แต่ถ้าแยกเป็นเรื่องๆ มันจะมีความสำคัญต่างกัน ประเด็นสำคัญของคุณจักรภพคือมีการจาบจ้วงและละเมิดเบื้องสูง มันส่อให้เราเข้าใจถึงคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด แล้วมันจะไปทนได้ยังไง” “แว้บแรกที่ผมอ่านสิ่งที่คุณจักรภพพูด ความรู้สึกมันหยาบคายพูดไม่ได้ ผมรู้สึกอย่างนี้เลย ผมต้องด่ามันเลย ไม่สามารถจะรู้สึกอะไรที่ดีกว่านี้ได้ อย่าให้ผมพูดเลยเราไม่ควรจะพูดคำหยาบกัน ผมรับไม่ได้ ถ้าจะให้พูดมันจะคือคำที่หยาบคายมาก” “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณจักรภพรัฐบาลนิ่งเฉย สื่อมวลชนก็บอกว่ามันมีทางลงตั้งเยอะตั้งแยะ ปลดออกหรืออะไรก็ได้ให้มันเบาลง แต่ไม่ทำไง ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้เราถึงมารวมตัวกันที่นี่(การที่รัฐนิ่งเฉยสะท้อนถึงความไม่จงรักภักดีหรือเปล่า) คือ มันอาจจะไม่ทั้งหมด แต่มันสะท้อนถึงมุมอื่นเช่น นายกคนนี้ไม่มีอำนาจจะทำอะไรได้ อย่างเช่น นายกสมัครผมเชื่อมั่นในความจงรักภักดี แต่ว่าท่าทีของเขาที่เกิดขึ้นก็ชี้ชัดได้ว่า ไม่ว่าเขาจะจงรักภักดียังไง เขาก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ มันก็สะท้อนว่าเขาไม่มีอำนาจใดๆ เขาเป็นแค่หุ่นเชิด” “ผมไม่รู้ว่าเรื่องมันจะจบยังไง ผมก็เป็นแค่ประชาชนคนหนึ่งที่มีความอยากได้ใคร่มี อยากให้เรื่องบางเรื่องเกิดกับคนแบบนั้นมันก็มีคงมี มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่โกรธแค้นมันก็คงอาจจะมี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่า อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งผมก็เชื่อว่าทุกคนก็ยังมีความรู้สึกชิงชังแบบนี้อยู่ แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปมันก็เป็นเรื่องของอนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อไป แต่ถ้าจะให้ไปถึงเป้าหมายชัยชนะมันก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนี้” “ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราศรัทธาและเชื่อมั่นต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จะนำพาเราไปสู่จุดจบที่ดีงามผมเชื่ออย่างนั้น และก็ผมก็เชื่อว่าคนเหล่านี้ที่ล่วงเกินชาติกษัตริย์ก็คงไม่ตายดีต้องมีอันเป็นไป ผมเชื่ออย่างนั้น” ไม่หวั่นหากเหตุการณ์จะบานปลายจนเกิดเหตุแบบพฤษภาทมิฬ.... “ความกลัวมันมีอยู่แล้ว ผมก็มีครอบครัวมีลูก ถามว่ากลัวไหมถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรง ก็กลัวไม่อยากให้มี แต่ความกลัวตรงนี้มันไม่มากพอที่จะหยุดยั๊งการแสดงความคิดที่เรามีเท่านั้นเอง” ถ้าเจอ “จักรภพ เพ็ญแข” กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อยู่ตรงหน้า อยากจะพูดอะไรกับเขาบ้าง ? “ผมคงไม่พูดด้วย เพราะเขาคงไม่มีค่าพอที่ผมจะพูดด้วย ผมคงไม่ไปพูดหรอกว่าหยุดเหอะ เพราะคนเขาก็พูดกันทั้งประเทศแล้วมันยังไม่ฟังเลย แล้วผมจะไปพูดอะไร ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่ผมจะเสียเวลาไปพูดด้วย” พูดออกมาตรงๆ แบบนี้รู้สึกหวั่นๆ บ้างหรือเปล่า..... “ผมจะไปกลัวอะไรล่ะ ผมไม่ชอบเขาผมทำอะไรผิด ผมไม่ชอบเขาแล้วเขาจะมาทำอะไรผมก็ทำไป ก็ให้มันรู้ไป คนอยู่ที่นี่ก็ต้องเยอะแยะ ถ้าเขาจะมาทำอะไรก็คงพอจะเรียกร้องอะไรขึ้นมาได้ แต่ผมว่าเขาไม่กล้าทำหรอก ผมก็ไม่ได้ขึ้นไปด่าให้เขาไปตายหรือไปทำร้ายอะไรเขา ผมก็แค่พูดในสิ่งที่ผมรู้สึก ในเมื่อเขาทำสิ่งที่ผมเห็นว่าไม่ถูก ผมก็มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าไม่ชอบ” หลังจากที่ขึ้นเวทีร่วมกับพันธมิตรขับไล่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนเป็นเหตุให้อดีตผู้นำต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศเมื่อสองปีก่อน ในวันที่พรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้ง และวันที่พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาประเทศไทย ก้มลงกราบแผ่นดินไทย จึงเป็นอะไรที่บาดหัวใจคนรักชาติอย่าง “ตั้ว ศรัณยู” “ก็เหมือนที่หลายๆ คนรู้สึกแหละครับ ตอแหลเล่นละคร พอกล้องมาพร้อมก็ก้มลงกราบ พี่เขาเล่นละครเก่งนะครับ” ในครั้งนี้นอกจาก “ตั้ว ศรัณยู” จะออกมาเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว การยังออกมาต่อต้านคนที่คิดจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เริ่มก่อตัวคุกคามไปทั่ว ไม่ว่าการที่ไม่ลุกยืนตรงในโรงหนัง ไปจนถึงเรื่องที่ “จักรภพ เพ็ญแข” ถูกจับตามองว่าหมิ่นเบื้องสูง “ผมอ่านข่าวที่มีคนไม่ยืนเคารพในโรงหนังเหมือนกัน มันไม่มีเหตุผลอื่นเลยนะที่ต้องทำแบบนั้น นี่คือการท้าทายอย่างมาก ก็ไม่เห็นว่ารัฐบาลหรือตำรวจจะไปทำอะไรมันเลย ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ทนไม่ได้ผมไม่ไหวแล้ว ถ้าผมเข้าโรงหนังแล้วไปเจอคนแบบนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง มันอยู่ที่ว่าวันนั้นผมพกอารมณ์อะไรเข้าไป ไม่รู้แหละอย่าให้เจอไม่ไหว” “สังคมไทยเราให้ความเคารพกับระบบกษัตริย์ ท่านทรงปกครองโดยอุปถัมภ์ ท่านทรงช่วยเหลือประชาชนมากแค่ไหน มันเกินกว่าความสำนึกและต้องเทิดทูนไว้เหนือสิ่งอื่นใดเลย มันทำแบบนี้ไม่ได้ ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องแสดงแบบนี้ออกมาเลย” สำหรับใครที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้เป็นระบบ “สาธารณรัฐ” ตั้ว ศรัณยู ฝากบอกมาว่า..... “ไปตายซะเถอะ....หรือไม่ก็ต้องรอให้คนแถวนี้ตายหมดก่อน มันเป็นไปไม่ได้ คิดก็คิดไม่ได้แล้ว คือต้องถามว่า เอาสมองซีกไหน เอาชีวิตเท่าไหนของคุณที่คุณจะคิดแบบนี้ ตลอดชั่วอายุของคุณที่ลืมตาดูผืนแผ่นดินนี้ คุณอยู่ภายใต้ของบารมีพระมหากษัตริย์ขนาดไหน คิดยังงี้ได้ไงไม่ได้” “ตราบใดที่ผมยังอยู่และมีคนคิดแบบนี้ผมก็จะออกมาแบบนี้แหละครับ แต่ผมก็จะออกมาในสแตนดาร์ดที่ผมสามารถทำได้ ยังไงก็ต้องคาราวะแกนนำพันธมิตรเลยจริงๆ เพราะถ้าไม่มีเวทีตรงนี้ผมก็ไม่รู้จะไปแสดงออกตรงไหน ก็คงจะพูดแบบนี้ที่ไหนไม่ได้ ก็คงจะพูดกับลูกเต้า หรือลูกน้องที่บ้าน เป็นความเข้าใจกันแคบๆ แต่ถ้ามีเวทีแบบนี้และชุมนุมกันแบบสันติ ผมจะออกมาทันที นี่คือจุดยืนของผมเท่านั้นเอง” June 02 จับตาดู มุทิตา สามัคคีเวลาไล่เลี่ยกันไม่นาน ได้เมล์อีกฉบับจากน้องเหมียว
เกี่ยวกับความสามัคคีของคนในชาติ
เลยขอนำมาเผยแพร่อีกก็แล้วกัน
ช่วงนี้อินกับเหตุการณ์บ้านเมืองเหลือเกิน
อ่านแล้วก็ถอนใจ เพลง "รักกันไว้เถิด" ที่เคยร้องสมัยที่สอนดนตรีเด็กปอหนึ่ง
ก็แว่วเข้ามาในหัว ก็อย่างว่านะ เด็กๆ ร้องเพลงรักดินแดนไทยกันปาวๆๆๆๆ
แล้วผู้ใหญ่อย่างเราล่ะ ทำอะไรให้กับแผ่นดินไทยของเราได้บ้าง
พวกนักการเมืองขี้โกง พวกที่คิดก่อการร้ายต่างๆ เค้าจะเคยฟังกันไหมนะ
อยากไปช่วยสอนร้องเพลงนี้จังค่ะ
ปล.หนูสอนฟรี ไม่คิดเงิน
จับผิด ริษยา แตกสามัคคี ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย สังคมไทยก้าวมาอยู่บนปากเหวของความรุนแรงในระดับใกล้เกิด “สงครามกลางเมือง” อีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่น่าเชื่อว่า เวลาเพียงปีเดียวที่เราผ่านการรัฐประหารมาอย่างสงบ แต่แล้วเพียงปีถัดมา ทุกอย่างก็หมุนวนกลับมาเริ่มต้นที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง ต้องนับว่า ศักยภาพที่จะทำลายล้างกันเองนั้น เป็นศักยภาพพิเศษของคนไทยจริงๆ วัฏจักรแห่งความรุนแรงในสังคมไทยเกิดขึ้นจากสาเหตุที่หมักหมมสั่งสมมานาน เข้าลักษณะ “เหตุหลากหลาย ปัจจัยอเนก” คือ สามารถวิเคราะห์สาเหตุของความรุนแรงกันได้จากหลายหลักคิด หลายทฤษฎี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า มองจากมุมไหนเป็นสำคัญ ในที่นี้ ผู้เขียนจะไม่เสียเวลาวิเคราะห์สาเหตุของความรุนแรงที่นำพาเรามาถึงวันนี้ เพราะเราพูดกันมามากพอแล้ว แต่อยากจะพูดถึง “ปรากฏการณ์” ที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ในเวลานี้มากกว่า นั่นคือ ณ วันนี้ คนไทยทะเลาะกันจนก่อให้เกิดภาวะ “จับผิด ริษยา แตกสามัคคี” กันไปทั่วทุกหย่อมหญ้า “จับผิด” คือ คนไทยแทบทุกภาคส่วนถูกผลักให้เลือกข้าง จนกลายเป็นพวกสุดโต่ง ไม่ขวาก็ซ้าย ไม่บวกก็ลบ ไม่พลังประชาชน ก็พันธมิตร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เราอยู่กันมาอย่างสนิทสนมกลมเกลียว และยอมรับความหลากหลายของคนไทยได้อย่างเป็นเรื่องสามัญ แต่ครั้นมาถึงเวลานี้ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราคนไทยล้วนถูกผลักให้เลือกข้างกันเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ตามมาหลังการเลือกข้างก็คือการ “ตั้งธงเอาไว้ในใจ” หมายความว่า เวลาที่เรามองฝ่ายตรงกันข้ามกับเรา เราไม่ได้มองเขาด้วยสายตาแห่งไมตรีอย่างที่เคยมองกันและกันอีกต่อไป ยามนี้ เรามองใครที่ไม่ใช่ฝ่ายเรา ด้วย “อคติ” คือ คิดว่า เมื่อเลือกที่จะยืนอยู่ตรงข้ามกับฉัน อะไรๆ ก็ตามที่คุณทำ ที่คุณศรัทธา ที่คุณเทิดทูน ล้วนแล้วแต่ “ผิด” หรือ “มีวาระซ่อนเร้น” กันทั้งนั้น การที่เราปล่อยให้ตัวเองตกลงไปในหลุมพรางแห่งอคติ (ความลำเอียง) ทั้ง ๔ ประการ คือ (๑) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก (พวกเดียวกับฉัน ก็ต้องช่วยกันไว้ก่อน) (๒) โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง (เกลียดมันเข้าไส้) (๓) โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลง (ตัวเรา/พวกเรา ดีที่สุด-ถูกที่สุด) (๔) ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว (ถ้าเราไม่จัดการเขา เราก็จะถูกเขาจัดการ) ทำให้เราสูญเสียศักยภาพในการที่จะใช้ปัญญาอย่างเป็นกลาง และนั่นคือต้นทางที่นำเราเข้าสู่การ “จับผิด” คนที่เห็นไม่ตรงกับเรา ไม่ใช่พวกเรา ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราจะโยนบาปให้เขาล่วงหน้าเอาไว้เสมอ การมีโลกทัศน์เช่นนี้ ทำให้เรามองเพื่อนมนุษย์ในลักษณะ “สถิต” คือ เขาไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคนที่ดีขึ้นมาได้เลย ลงว่า เราตั้งธงเอาไว้ในใจแล้วว่า คนอย่างนี้คือคนเลว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เขาอาจไม่เป็นเช่นนั้น หรืออาจเคยเป็นเช่นนั้น แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว การที่เรามองใครในลักษณะจับผิดล่วงหน้า มองหาแต่ด้านลบของเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถรัก หรือให้อภัย และ/หรือให้โอกาสกับคนที่อยู่ข้างหน้าเราได้อีกเลย ผลของการมีทัศนะเชิงจับผิดเพราะมีธงแห่งการมองโลกในแง่ลบอย่างนี้อยู่ในใจก็คือ เราได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังให้กับคนไทยมากมาย ซึ่งบางทีเขาไม่ได้เป็นคนเลว ไม่เคยทะเลาะกับเรา ไม่เคยรู้จักเรา เขาเพียงแต่เห็นไม่ตรงกับเรา และเลือกศรัทธาในลัทธิ พรรค บุคคล ที่ต่างกับเราเท่านั้น แต่เพราะวิธีมองโลกของเรานั้นเป็นลบ คนดีๆ มากมายซึ่งอยู่ตรงหน้าเรา ก็ได้ถูกป้ายสีให้เป็นคนเลวไปหมดแล้ว ด้วยท่าทีการมองโลกเช่นนี้เอง ในวันนี้ สังคมไทยของเราจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของ “ความเกลียดชัง” และเมื่อมันถูกกระตุ้นบ่อยๆ ก็คงจะต้องเกิดสงครามกลางเมืองเข้าจนได้ไม่ชั่วโมงใดก็ชั่วโมงหนึ่ง (ไม่นับเป็นวัน เพราะสถานการณ์นั้นตึงเครียดชนิดต้องจับตาดูกันเป็นรายชั่วโมง) “ริษยา” คือ เมล็ดพันธุ์ของความรุนแรง ซึ่งแฝงฝังอยู่แล้วในใจของเราทุกคน (หากขาดสติ) อาการของความริษยา คือ เห็นคนอื่นได้ดีแล้ว ทนอยู่ไม่ได้ หรือรับไม่ได้หากเห็นใครก็ตามที่อยู่ตรงกันข้ามกับเรา “ได้ดีมีสุข” ริษยานั้น เป็นกิเลสตระกูลโทสะ โทสะ ก็คือ ความรุนแรงที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความโกรธ หรือความรู้สึกอยากทำลาย ทำร้าย ประหัตประหาร เข่นฆ่าราวี และทำลายล้างให้ตายตกไปตามกัน ในเมืองไทยนั้น น่าสังเกตเป็นอย่างมากว่า กิเลสที่ชื่อ “ริษยา” ค่อนข้างกัดกินคนไทยมากมาย เข้มข้นกว่ากิเลสชนิดอื่นๆ สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ “ใช้คนดีเปลือง- ใช้คนเก่งเปลือง” หมายความว่า เห็นใครดี ใครเก่งขึ้นมาเป็นต้องหาวิธี “สกัดดาวรุ่ง” เอาไว้ก่อนเสมอ แทนที่เห็นใครเก่งขึ้นมา ใครดีขึ้นมา จะช่วยกัน “ส่งเสริม” กลับพากันหาวิธี “ส่งศพ” (ภาษาล้านนา แปลว่า ผลักเข้าป่าช้า) คนเก่งๆ คนดีๆ ในเมืองไทย จึงรวมตัวกันไม่ค่อยติด ทำงานเป็นทีมด้วยกันไม่ค่อยได้ เพราะเราหายใจเป็นความริษยาตาร้อน จนมันได้กลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งซึมลึกลงไปในสายพันธุ์ของคนไทยไปแล้ว เรื่องความริษยานี้ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เคยเขียนเป็นกวีนิพนธ์เอาไว้เมื่อนานมากแล้วว่า “อันที่จริงคนเขาใครให้เราดี แต่พอเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน” หากเราคนไทย ไม่ยอมให้ใครได้ดีเลย เราก็คงจะต้องทะเลาะกันต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้น หากเราคนไทยไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬาที่รู้แพ้รู้ชนะเลย ในอนาคตอันใกล้ เราคนไทยก็คงต้องหันปลายกระบอกปืนมาเข่นฆ่ากันเอง “แตกสามัคคี” อาการแตกสามัคคีนั้น เป็นผลลัพธ์ของการจับผิด ริษยา ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง หมายความว่า เมื่อเราคอยแต่จะจับผิดใคร เราก็มองไม่เห็นความดีของคนๆ นั้นอีกต่อไป เมื่อมองไม่เห็นว่าเขาเป็นคนดี เราจึงรู้สึกเกลียดชังเขาไปโดยอัตโนมัติ และเมื่อพานเกลียดชังแล้ว เรื่องอะไรที่เราจะยอมให้คนเลวๆ (ตามการทึกทักตั้งธงของเราเอง) เช่นนั้นได้ดี และเมื่อไม่อยากเห็นใครได้ดี เราก็คงไม่มีโอกาสที่จะทำงานร่วมกันได้อีกเลย (=แตกสามัคคีโดยสมบูรณ์) พอแตกสามัคคีแล้ว วิกฤติทุกชนิดก็พร้อมใจกันเคลื่อนพลเข้าสู่หมู่คณะ หรือสังคม หรือแม้กระทั่งประเทศได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับเมื่อครั้งพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) และพระเชษฐาธิราช แตกสามัคคีกัน ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แม้ทั้งสองพระองค์ จะเป็นพี่น้องกัน แต่เมื่อแตกสามัคคีกัน เพราะต่างฝ่ายก็ระแวงในกันและกันเสียแล้ว สุดท้าย ก็เลยเปิดช่องให้พม่ายกทัพเข้ามายึดกรุงศรีอยุธยาได้อย่างง่ายดาย การเสียกรุงเพราะแตกสามัคคีครั้งนั้น ทำให้ชาวอโยธยาสิ้นชาติ เมื่อสุนทรภู่ไปเยี่ยมกรุงเก่า เห็นสภาพปรักหักพังของเมืองฟ้าอมรแห่งนั้นแล้วเกิดความสังเวชสลดใจ จึงบันทึกไว้ด้วยความหดหู่ว่า “กำแพงป้อมขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าอ้ายข้าศึกเข้ามาได้ ยังปล่อยให้ข้ามเข้าเอาเวียงชัย โอ้กระไรเหมือนบุรีไม่มีชาย” บาทที่ว่า “ยังปล่อยให้ข้ามเข้าเอาเวียงชัย” นี้ลึกซึ้งมาก ความหมายระหว่างบรรทัดก็คือ หากเรา “ไม่ปล่อยให้...” หรือหากเราไม่ “แตกสามัคคี” กันเอง พม่าจะทำอะไรกรุงศรีอยุธยาได้ กรุงศรีอยุธยาแตกไม่มีชิ้นดี ไม่ใช่เพราะไม่มีทแกล้วทหาร หากแต่แตกคราวนั้น เพราะเรา “แตกสามัคคี” กันเป็นการภายในอยู่ก่อนแล้ว กรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่บรรพบุรุษของเราสู้อุตส่าห์สร้าง สืบสาน ส่งต่อ และสั่งสมความศิวิไลซ์กันมาจนกลายเป็นประเทศที่นานาอารยชาติให้การยอมรับนับถือ จะต้องมาแตก ล่มสลาย ทำลายล้างกันเอง เพียงเพราะเรา “แตกสามัคคี” ตามรอยกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งในยุคสมัยของเรากระนั้นหรือ ? พอเสียทีได้ไหม ? เลิก “จับผิด ริษยา แตกสามัคคี” หันมา “จับตาดู (อย่างไม่มีอคติ) มุทิตา (เมตตา) สามัคคี” กันดีไหม ? “จับตาดู มุทิตา สามัคคี” เพียงสามวลีแค่นี้ หากทำได้ เราอาจไม่ต้องมีรัฐประหาร เราอาจไม่ต้องฆ่ากันตายด้วยฝีมือคนไทยด้วยกันเองเหมือนที่ผ่านมา
เรื่องของส้มเจ้าณัฐ เด็กรุ่นน้องสมัยมัธยม ส่งเรื่องราวดีๆมาให้อ่านอีกแล้ว
ความนี้เป็นเรื่องราวชวนคิดระหว่าง ม็อบเหลือง และม็อบแดง
ทำอย่างไร ความคิดทั้งสองจะรวมตัวกันกลายเป็น "สีส้ม"
แบบสมานฉันท์ได้บ้าง
น่าคิดนะ บางที เราคิดได้
แต่เวลาทำ กลับทำได้ยากจังคนไทย
."แตกต่าง แต่ ไม่แตกแยก" อ่ะ คนไทย คนไทย
“ส้มขอร้อง” ทำไมต้อง ส้ม ?
ส้ม เกิดจากทฤษฏีของสี ระหว่าง สีเหลือง(พันธมิตร) และ สีแดง(นปก) รวมกันแล้วเป็นสีส้ม (คนกลาง) ทัศนะของคุณส้มต่อคุณเหลือง ส้มมองว่า เหลืองเดินเกมพลาดมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยไปเปิดทางให้คุณเขียว(ทหาร)ออกมาวุ่นวายจนบ้านเมืองเกิดปัญหา ส้มมองว่า การชุมนุมของเหลืองตอนนี้ อาจเป็นการออกบัตรเชิญให้เขียวอีกครั้ง และเมื่อเขียวออกมา ประเทศชาติก็จะกลายเป็นสีดำ สีดำ เป็นปฏิปักษ์ต่อ สิทธิเสรีภาพ ความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน ไม่ว่าจะเป็น เหลือง แดง หรือ ส้ม ส้มคิดยังไงกับแดง แดงเป็นคนเลือดร้อนตามสี มักเล่นเข้าทางเกมเหลืองที่จะเชิญเขียวออกมายืนเล่นท้องถนน ส้มเชื่อว่า แนวทางของเหลืองและแดง ไม่สามารถพาสังคมออกจากความขัดแย้งได้ แต่กลับจะขัดแย้งกันลึกซึ้งขึ้นจนยากจะเยียวยา ข้อเสนอ “ส้มขอร้อง” เราในฐานะคนที่อยู่ระหว่างเหลืองและแดง จึงมีข้อเสนอเชิงขอร้องดังต่อไปนี้
ส้มเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ส้มไม่เคารพสิทธิในการแตกแยก
ส้มเชื่อสนิทใจว่า สังคมไทยตอนนี้ ไม่ได้มีเพียง เหลือง แดง หรือ เขียว และหากเมื่อใดที่พวกเขา(เหลือง แดง เขียว) ได้พบว่า คนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในแนวทางสันติวิธี เคารพเสรีภาพบนความแตกต่าง และ พวกเขา(เหลือง แดง เขียว)เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยในสังคม เหลือง แดง และ เขียวจะได้สติ และเคารพพวกเราบ้าง โปรด Forward Email ฉบับนี้ถึงคนที่คุณรู้จักทุกคนที่เป็นคนไทย บอกเขาว่า คนเล็ก ๆ อย่างพวกเรา สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องเผชิญหน้า ปล.ส้มไม่ใช่บุคคล แต่เป็นจิตสำนึกของคนไทยที่อยากเห็นความขัดแย้งยุติลง หากไม่จำเป็น กรุณาอย่าติดต่อส้ม รักทั้งเหลืองและแดง เครือข่าย “ส้มขอร้อง” May 26 คิดถึง คิดถึงช่วงนี้เน้นเอาบล็อกชาวบ้านมาลงถี่เหลือเกิน บ่งบอกได้ว่า
เจ้าของบล็อกไม่ค่อยขยันทำมาหากินสักเท่าไหร่
เอาน่า ช่วงนี้ขอเป็นนักอ่าน บล็อกไหนอ่านแล้วกรี๊ด อ่านแล้วโดน
จะนำมาบอกข่าว เล่าเรื่องก็ละกันโน้ะ เข้าเรื่องได้...
มีรุ่นพี่สมัยมัธยมแนะนำให้ไปอ่านกระทู้ของบอร์ดโรงเรียนปราจีนกัลยาณี (รู้จักกันป่าว)
อ่านจบ แล้วต้องขอนำมาคัดลอกไว้ในนี้ด่วนๆๆๆๆๆ
เนื่องจากว่าเป็นเรื่องราวของสมัยมัธยม อมเปรี้ยว อมหวาน
ตอนนี้ขออนุญาตเจ้าของเรื่อง และรับลิขสิทธิ์มาเรียบร้อย
ขอขอบคุณน้องณัฐ รุ่นพิกุลแก้ว ปีสี่สิบสี่ ไว้ณที่นี้ด้วยเน้อ
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||